2006/Nov/04

Act 3: ข้อผูกพันแสนยุ่งเหยิง (Rough Contract)

ผู้แต่ง ดั้งเดิม - Nihil, Gow27
ผู้เรียบเรียง และปะติดปะต่อ - Gow27
ผู้ดัดแปลง และเพิ่มความสมบูรณ์ - Gow27

เมื่อเรดาร์แหวเสียงน่ารังเกียจอันทำให้สาวนักดาบผู้เจรจาเพื่อออกล่าสมบัติกลายเป็นสมบัติจากผู้ว่าจ้างเสียเองนั้น เลนาเรียรู้สึกถึงความแห้งผากในลำคอและชาหนึบบริเวณใบหน้า ช่างน่าแปลกที่เรื่องหักมุมเกินกว่าจะคาดเดา หรือเหตุเหนือวิสัยในการควบคุมมักเกิดขึ้นเสมอในช่วงชีวิตของเธอ ความหิวปลิวไปไหนแล้วไม่รู้ เพราะอารามตกใจสุดขีด

เด็กสาวทำได้เพียงฝืนสะกดอาการไว้อย่างรวดเร็วตามที่พอมีความชำนาญในด้านปั้นสีหน้าอยู่บ้าง เธอแกล้งทำเป็นหัวเราะระรื่นเบาๆ ขณะพูดกลบเกลื่อน

"โฮะๆๆ ปากถูกป้องแบบพวกตัวอิจฉาในละครน้ำเน่า
มักมีคนเข้าใจผิดว่าสร้อยคอของฉันเป็นคริสตัลอยู่เสมอ พวกคุณอย่าตื่นเต้นไปเลย เพราะมีคนแบบคุณเดือนนึงไม่รู้กี่คนเข้าทักเรื่องคริสตัล ความจริงฉันก็ควรจะดีใจน่ะนะ แต่เรื่องเข้าใจผิดพวกนี้ก็ทำให้ฉันปวดหัวพอดูเลยล่ะค่ะ สร้อยนี้เจียระไนมาจาก ลูนาริคสโตน เป็นแร่ชนิดหนึ่งซึ่งหลุดมาจากสะเก็ดดวงจันทร์ดวงที่สอง" เลนาเรียเอานิ้วชี้ดวงจันทร์สีขาวนวลซึ่งลอยเด่นอยู่บนฟ้าแม้ว่าจะเป็นเวลาบ่ายแก่ๆ ก็ตาม

"นั่นมันดวงจันทร์ดวงที่หนึ่งนะเธอ ดวงที่สองน่ะ จะเห็นได้ก็เฉพาะคืนวันฟ้าใสเท่านั้นแหละ พูดอะไรตลกดี เอิ๊กๆ" อนอนซินูหัวเราะร่วน

"บัดซบ !!" เธอคิด
เรื่องของการหลอกลวง บางครั้งถ้าไม่มีความรู้กับสิ่งที่พูด ก็ควรจะเลี่ยงเสีย แต่เด็กสาวไม่มีหนทางเลือกอื่นนอกจากวัดดวงไปเลย นิ้วค้างเติ่งอยู่อย่างนั้นแต่ปากไม่ขยับ หัวขาวโพลน หน้าแตกชนิดหมอไม่รับเย็บยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าความแตกชีวิตของเธออาจเป็นภัย

คิดสิๆๆๆ หน้าที่ซีดอยู่แล้วกำลังซีดหนักขึ้น เหงื่อเม็ดโตเริ่มซึม เธอหันรีหันขวางไปมาซักพัก แล้วก็อุทานเสียงดังพร้อมกับตบขาตัวเองจนสองพี่น้องสะดุ้งนิดๆ

"... เป็นสมบัติประจำตระกูลของฉันเอง" เจ้าหล่อนต่อเรื่องได้แบบสีข้างเข้าถูสุดขีด แล้วหยิบสร้อยคอออกมาหมุนไปมา
"ฉันเคยคิดจะเอาไปขายกับทางชินระ แต่ทางสถาบันวิจัยตรวจสอบดูแล้วก็บอกว่ามันไม่ใช่คริสตัล เป็นเพียงแร่คาร์บอนที่มีโครงสร้างพันธะคล้ายคลึงกันเท่านั้น"

"อืม..." เธอแสร้งเชยคางขึ้นและกลอกตาไปทางขวาเล็กน้อย
"จำได้ละ เห็นทหารกระซิบกับพรรคพวกทำนองว่า ของแบบนี้ใช้ประโยชน์ไม่ได้กับโปรเจคลับขององค์กร1 อะไรทำนองนี้แหละ ชั้นเลยไม่ได้สนใจ ... คริสต้ง คริสตัล จะมาอยู่แถวนี้ได้ไง ... เรดาร์พวกคุณมันตกรุ่นแล้วล่ะค่ะ ... แต่ว่า ถ้าพวกคุณสนใจเศษแก้วนี่จริงๆ ล่ะก็ ยินดีขายให้หลังงานเสร็จ ตกลงไหมคะ ?"
"ขาย ?"
"จริงๆ ฉันก็ไม่ได้อยากขายเท่าไหร่หรอกนะคะ สร้อยซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องรางประจำตัวของฉันตลอดมา แต่ตอนนี้กำลังเดือดร้อนเรื่องเงิน จึงยินยอมถ้ามีข้อเสนอที่ดีพอ อย่างไรก็ตาม ฉันจำเป็นต้องพกมันติดตัวอีกซักพักเพื่อจะบอกลามันหลังงานเสร็จ นะคะ" เธออ้อนวอนอย่างเต็มที่ เพื่อจะลดความสำคัญในประเด็นคริสตัลลง แต่มันก็มิใช่เรื่องง่ายดายนัก เลนาเรียถอนใจเฮือกใหญ่ เพื่อดิ้นรนต่อไป

"บอกสรรพคุณไปก็เท่านั้น เพราะฉันมีเรื่องน่ายินดีกว่าจะกระซิบพวกคุณ ฉันน่ะ รู้ด้วยซ้ำว่าดาบออแกนิกส์อยู่ที่ไหนนะ !" ผู้รับจ้างเริ่มยิ้มออกมาได้บ้าง หลังจากทิ้งจังหวะจะโคนในการหันเหความสนใจของสองนายจ้างกลับไปยังเรื่องดาบ ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอรู้จริง
""
อนาซิเน่ กับ อนอนซินู ยังคงแสดงอาการเงียบกริบ บีบให้เธอต้องสาธยายต่อ

"มันอยู่ในวิหารโบราณทางใต้ ถูกเก็บไว้ในสุสานลับเพื่อสัการะเทพเจ้า เนื่องจากเกิดการระเบิดของภูเขาไฟโฮบานุสขึ้นอย่างรุนแรงในปลายศตวรรษที่ 122 ส่งผลให้อารยธรรมในทวีปนั้นสาบสูญไปภายใต้โคลนลาวานับพันปี แต่ฉันสืบรู้มาจากนักสำรวจกลุ่มหนึ่งที่เพิ่งเดินทางผ่านมาเมืองนี้ว่า มีถ้ำธรรมชาติที่เชื่อมต่อกับวิหารนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่ดาบยังคงอยู่ในตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่เข้าถึงได้ ..."

เอาเป็นว่า ฉันตกลงรับงานค่ะ ในฐานะที่คุณตาถึงจ้างฉัน จะมีโปรโมชั่นพิเศษลดราคาให้หมื่นกิลจากราคาที่คุณเสนอมา อย่างที่บอกฉันกำลังร้อนงานร้อนเงิน" เลนาเรียย้ำด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

พินิจดูแล้วการลดราคาทั้งที่ผู้จ้างยังมิได้กำหนดค่าจ้างชัดเจน เป็นความไม่รอบคอบเชิงธุรกิจอย่างยิ่ง ทว่านั่นเป็นจุดประสงค์ที่เด็กสาวต้องการ เนื่องจากกำลังสร้างภาพ 'เจรจาโง่เขลาด้วยความสุจริต' ว่า เธอร้อนเงินเสียจนไม่แคร์เรื่องอื่นใดทั้งนั้นแม้จะถูกเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งท่าทีที่หนักแน่นชัดเจนเป็นบุคลิกที่ขาดมิได้สำหรับการณ์นี้

อนาซิเน่กับอนอนซินูก็ยังหุบปากนิ่งเช่นเดิม ใบหน้าส่อแววเรียบเฉยจนคาดเดาความคิดได้ยาก ความกระวนกระวายคุกรุ่นขึ้นเรื่อยๆ ภายในใจของเลนาเรีย เธอไม่รู้ว่าทำอะไรผิดพลาด หรือแสดงพิรุธที่ตรงไหน แต่เกลียดสถานการณ์ลักษณะนี้จนแทบคลั่ง มันจะเล่นสงครามจิตวิทยา ก่อสร้างบรรยากาศมาคุหรือไงกัน เธอไม่เข้าใจ และสองพี่น้องนั้นก็คงไม่มีวันบอกให้เธอรู้

"เอ้อ" เสียงของการดิ้นรนทางใจเฮือกสุดท้ายหลุดลอดจากเรียวปากบางเฉียบซึ่งสั่นเป็นจังหวะน้อยๆ
"บ่ายห้าโมงวันพรุ่งนี้ ณ จุดที่เราพบกันตรงนี้ ดาบจะเป็นของพวกคุณตามสัญญา โปรดรอด้วย มีอะไรสงสัยอีกไหมคะ ถ้าไม่มีฉันขอตัว" กล่าวจบ เธอก็สังเกตเห็นดวงตาที่เบิกโพลงกว่าเดิมเล็กน้อยของอนาซิเน่

"ในเมื่อเธอรู้ว่ามีดาบสุดยอดอยู่แค่เอื้อมแล้ว ถ้ามีฝีมือทำไมไม่ไปเอามาเป็นของตัวเองล่ะ ปล่อยไว้ทำไม ?" อนาซิเน่เอ่ยปากขึ้นอีกครั้งด้วยการถามสาวรับจ้างกลับไปบ้างหลังจากเงียบไปนาน คิ้วของนางขมวดด้วยความลังเลสงสัย และแฝงความไม่เชื่อใจไว้ แต่นั่นก็เพียงพอให้อารมณ์ของเด็กสาวคลายตัวสู่ภาวะปรกติ

"ถ้าฉันรีบไปเอามาแต่แรกแล้วใครจะจ้างฉันล่ะคะคุณ ?!" เธอจำเป็นต้องใช้มุขขึ้นเสียงโต้สวนไปบ้าง
"ไปคนเดียวเงียบๆ ได้แต่ดาบ แต่ถ้ามีคนจ้าง ได้ทั้งเงินและชื่อเสียง ! อีกอย่างนะ รูปร่างอย่างฉันไม่มีใครหน้าไหนเชื่อง่ายๆ หรอกว่าจะมีปัญญาหาดาบในตำนานมาได้ ถึงหาได้พวกมันก็ชอบโบ้ยว่าเป็นของเก้บ้าง ของปลอมบ้าง ... พวกคนที่ฉันเคยเจอมาในเมืองนี้น่ะเหรอ มันพูดเป็นอยู่แค่สองอย่าง คำก็เด็ก สองคำก็ผู้หญิง ... ฉันเลยรอเก้ออยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว ไอ้พวกบ้านนอกมันใจแคบ ไม่มีปัญญาจ่ายแล้วยังปากไม่ดีอีก อยากจะไปจากเมืองจนๆ นี้ให้พ้นๆ ซะ แต่ติดพายุทะเลทรายออกไปไกลไม่ได้"

"ถ้างั้น เธอมีอะไรพิสูจน์ล่ะ ว่าไม่ได้เป็นอย่างที่เขากล่าวหา"
อนาซิเน่พูดด้วยโทนเสียงปกติ แต่เลนาเรียรู้สึกว่ากำลังถูกเย้ยหยันอยู่ในที เธอถอยออกไปสามก้าวแล้วกระชากดาบมิสริลที่สะพายหลังออกมา มันหมุนติ้วขึ้นไปบนฟ้าก่อนที่เธอจะใช้มือข้างเดียวรับสบายๆ แล้วแทงมันลงที่พื้น

บรึม ! ทรายที่กระจุกกันเป็นก้อนระเบิดออกเป็นรูกลวง

"นั่นมันอะไรกัน ?" อนาซิเน่ถามด้วยความทึ่งเล็กน้อย อนอนซินูเขยิบชิดพี่สาวมากขึ้นแล้วเอามือเกาะชายผ้าของนางไว้
"จิตวิญญาณแห่งดาบระดับต้นๆ น่ะค่ะ แค่ทำให้จิตกับดาบรวมเป็นหนึ่ง แล้วใช้มันเป็นสื่อส่งผ่านพลังงาน" เด็กสาวสอดดาบกลับเข้าปลอก ไม่ได้หันมาเผชิญหน้ากับสองพี่น้องตรงๆ

"นายจ้างตามประสบการณ์ของฉันมีสองประเภท" เธอเขี่ยเท้าไปมาบนพื้นทราย วาดรูปเรื่อยเปื่อย
"ประเภทแรกก็อย่างที่บอกไว้เมื่อกี้ อีกประเภทก็พวกเคร่งระเบียบ ซึ่งมักเป็นนายจ้างเศรษฐีที่มีใบสัญญารับรองมั่นคง เทียบระหว่างนายจ้างมือสมัครเล่นแล้ว ข้อเสียของมืออาชีพ ก็คือความอึดอัดรำคาญใจที่เขามักจะเอาลูกน้องมากำกับ ติดตามผลงานของเราชนิดไม่ปล่อยให้เล็ดลอดสายตาทุกกระเบียดนิ้ว บางทีก็รู้สึกเหมือนกันว่า หน้าตาฉันมันสันดานโจรขนาดต้องฉกฉวยสมบัติหนีไปกลางคันเชียวหรือ ?
ไม่ว่ายังไงก็ตาม ฉันก็ชอบเรื่องของระบบขั้นตอนมากกว่าพวกอ่อนหัดที่ดูแคลนผู้อื่นเพียงมองผิวเผิน ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง ... มันขึ้นอยู่กับว่าพวกคุณจะเลือกเป็นนายจ้างประเภทไหน ... สำหรับฉัน ได้มีประจักษ์พยานความสามารถเยอะๆ จ่ายงามๆ ไม่เบี้ยว แค่นี้ก็พอใจแล้ว หากรักจะทำธุรกิจ เงินกับเครดิท พูดง่ายๆ ว่าความเชื่อใจกันต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด จะหวังอิ่มแค่มื้อเดียวมันไม่ได้หรอก ! ถ้าคุณคิดว่าฉันพึ่งพาไม่ได้ ฉันคงไม่ห้าม เพราะคนสูญเสียโอกาสดีๆ ไม่ใช่ฉัน"

"เอาล่ะๆ พอๆ ... ถึงฉันกับน้องจะไม่ได้มีใบสัญญาเรื่องการโอนจ่ายเงินให้เธอ แต่อย่างน้อยพวกเราก็เชื่อถือในฝีมือของคนที่เราคิดจะว่าจ้างอยู่นะ" ดูเหมือนการประชดประชันแบบเจตนา จะส่งผลดีกว่าที่คาด ท่าทางของอนาซิเน่อ่อนลงเป็นอันมาก นางไม่ได้ซักไซ้อะไรเพิ่ม เด็กสาวที่พูดจนเมื่อยปาก ถือโอกาสสรุปเงื่อนไขแก่สองพี่น้องทันที

"เป็นอันว่าตกลงนะคะ พวกคุณมีอุปกรณ์ เช่น อาวุธ เกราะ เครื่องประดับดีๆ ให้ฉันยืมชั่วคราวบ้างไหมคะ เพราะในนั้นอย่างน้อยสัตว์ร้ายต้องยั้วเยี้ยแน่ๆ เข้าไปในสภาพขาดทุนทรัพย์สนับสนุนโอกาสล้มเหลวก็สูง ถือเป็นค่ามัดจำล่วงหน้าไง" พูดจบเลนาเรียก็คืนบัตรประจำตัวแก่หญิงสาวทั้งสอง แล้วส่งยิ้มหวานให้
("ฮืออออ ... จริงๆ อยากได้เป็นเงินมากกว่า จะได้เอาไปซื้อข้าวกินซักมื้อ" เด็กสาวร้องครางในใจ)

อนาซิเน่ชักเบื่อการสนทนายาวๆ เต็มทน จึงเปิดเสื้อคลุมสีแดงสดทอด้วยไหมผีเสื้อลงอาคม (Magical Moth Cloak) ที่กระเพื่อมไหวตลอดเวลาคล้ายจังหวะโบยบินของแมลงราตรี มอบดาบฟัลซิออน (Falshion) กับ X-Potion 5 ขวดให้ โดยมีเงื่อนไขชดเชยว่า ถ้าช้ากว่าห้าโมง จะจ่ายเงินเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น จากนั้นก็ให้คริสตัลเรดาร์อีกอันไว้ด้วย เผื่อเจอคริสตัลจะได้เอากลับมาเลย โดยเฉพาะ คริสตัลไฟ กับ คริสตัลเวลา ที่ยังไม่มีเบาะแสว่าอยู่ที่ใด แต่จู่ๆ อนาซิเน่ก็เหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้ จึงเรียกอนอนซินูไปแอบคุยบางอย่าง

"นี่ๆ น้องรัก พี่คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ มันบอกว่าสร้อยนั่นมาจากสะเก็ดดวงจันทร์ที่หลุดมาใช่ไหม ?"
"อือ ค่ะ มีอะไรหรือคะพี่ ? พี่ติดใจที่มันชี้ดวงจันทร์ผิดดวงเหรอคะ ?" อนอนซินูหรี่ตาด้วยความสงสัย
"ไม่ใช่เรื่องนั้น พี่ว่ามันหลอกเราแน่ เพราะน้องคงรู้ข่าวจาก BNNJ ใช่ไหมว่า ช่วงนี้มีปรากฏการณ์แปลกๆ เกิดกับดวงจันทร์ และทำให้แร่ที่มาจากดวงจันทร์มีปฏิกิริยาแปลกๆ ไปด้วย แต่ของมันไม่มีอะไรเลย แถมจับโกหกมันได้อีกอย่าง ที่มันว่าคริสตัลเรดาร์ของเราเป็นรุ่นเก่า น้องคงรู้นะว่าชินระพึ่งจะสร้างมันไม่กี่ปีมานี้เองเพื่อการรวบรวมคริสตัล แน่นอนต้องมีแค่รุ่นเดียว ถึงจะมีรุ่นใหม่เราก็พึ่งไปขโมยมาไม่นานเอง พี่ว่ามันต้องเป็นชิ้นส่วนคริสตัลแน่ แต่มันยังมีประโยชน์ในการเอาของให้เราอยู่ แต่ขากลับก็กลัวมันไปเปลี่ยนซะก่อน"

"เอางี้สิคะพี่ เราก็ขอยืมของมันมาก่อน"
"แล้วแอบเปลี่ยนเหรอ พี่ว่ามันก็รู้อยู่ดีแหละ ถึงมันจะดูติ๊งต๊องแต่คงไม่โง่เท่าไหร่"
"ไม่ใช่ค่ะ เราติดสัญญาณเอาไว้ ต่อให้มันไปซ่อนไว้ไหน เราก็รู้ เกิดมันตกลงขายให้เราก็ดีไป เกิดมันเบี้ยวเราก็ตามไปเอาได้ เป็นไงคะ ?" อนอนซินูรอลุ้นท่าทางของพี่สาว
"โอ ! เยี่ยมมากน้องรักของพี่ ! มากอดที"
"พี่ !!!!!" "น้อง !!!!!"

แล้วทั้งคู่ก็เดินกลับมายอมรับเงื่อนไขทุกอย่างแต่ต้องขอตรวจสอบสร้อยของเลนาเรียก่อนว่ามีมูลค่าแค่ไหน

เลนาเรียอดฉงนใจของเธอที่กำลังอิจฉาสองพี่น้องที่กำลังกระซิบกระซาบ หัวเราะคิกคัก แล้วโอบกอดกันไม่ได้ มันเจ็บแปลบๆ ในอก จึงได้แต่ยืนซึม ปล่อยให้ทั้งสองประเมินราคาจี้ไปตามใจชอบในขณะที่ตัวเธอเองใจลอยไปไกล โดยมือหนึ่งยังกำสร้อยและไม่ได้ถอดจากคอ

"เมื่อคุณดูเสร็จ ฉันจะขอออกเดินทางทันที" เด็กสาวตัดบทอย่างเหนื่อยๆ
แต่ทันใดนั้นเธอรู้สึกคันจมูก เนื่องจากฝุ่นที่ฟุ้งตลบยังปลิวว่อนในอากาศ เลยบ่ายหน้าไปทางด้านหลังเพื่อจาม ...

อนาซิเน่ฉวยโอกาสที่สาวน้อยจามผนึกเครื่องส่งสัญญาณลงไปในคริสตัลทันที ก่อนจะรีบยัดมันคืนใส่มือเลนาเรีย เธอบรรจงสอดมันลงในเสื้อ ก่อนจะสาวเท้ายาวที่สุด นำพาร่างกลับที่พักไปมอบตุ๊กตาทองสาขาตอแหลให้ตัวเอง โดยไม่กล้ามองกลับหลัง อนาซิเน่และอนอนซินูต่างก็เดินจูงมือกันกลับโรงเตี้ยมของตัว

เป็นเรื่องไม่คาดฝันว่า มีเอลฟ์กำลังใช้ความสามารถพิเศษดักฟังการเจรจาอย่างลับๆ ของทั้งสามสาว เอลฟ์ลูบหูเรียวยาวอย่างสุขสม แล้วแสยะยิ้มเห็นไรฟัน ...

- จบ Act 3 -


อ้างอิง

1 - เป็นแค่คำยกเมฆเฉพาะหน้าของเลนาเรียเท่านั้น ซึ่งอาจจะบังเอิญสอดคล้องกับเหตุการณ์จริงๆ ที่กำลังอุบัติขึ้น
2 - เป็นศตวรรษในโลกของ FFGN ไม่เกี่ยวกับ คริสตศักราช


ความในใจท้ายตอน

ในที่สุดก็ตกลงกันได้ซักทีนะครับ บอกตรงๆ ว่า ช่วงที่เลนาเรียเจรจาต่อรองกับสองพี่น้อง เป็นช่วงที่รู้สึกว่าแต่งเพิ่มได้ลำบากกว่าต้นฉบับมาก เพราะโดยส่วนตัวแล้วอยากจะสอดแทรกปมทางจิตใจของตัวละครผ่านบทสนทนาและสถานการณ์ผันผวนระหว่างการเจรจาให้มากขึ้นซึ่งยอมรับว่า "มันก็ยังออกมาค่อนข้างราบเรียบเหมือนเดิม"

อาจมีบางช่วงที่จงใจยัดเยียดสถานการณ์มากเกินไป เช่น ตอนที่เลนาเรียต้องจามเพื่อให้อนาซิเน่ติดเครื่องติดตามตัวลงบนสร้อยคริสตัล มิเช่นนั้นเนื้อเรื่องก็ดำเนินต่อไปไม่ได้ อันนั้นคงต้องชี้แจงว่าเป็นเหตุการณ์ของ FFGN สมัยเล่นเป็นเกมส์จริงๆ ครับ และเพื่อให้เกิดเหตุผลสอดรับในแง่ของนิยายได้ลงตัวขึ้นนั้น จึงใส่การจามของอนอนซินูไว้ใน Act 2 ให้รู้สึกว่า การจามตอนที่ฝุ่นฟุ้งเป็นเรื่องปกติ

จุดที่ชอบมากที่สุด คงเป็นตอนที่เลนาเรียสะบัดดาบขึ้นไปในอากาศโชว์อานุภาพของ 'จิตวิญญาณแห่งดาบ' กระมังครับ อ่านแล้วรู้สึกว่า เธอเชี่ยวชาญในวิชาดาบของตนอย่างเป็นธรรมชาติมาก ทั้งที่ส่วนอื่นๆ กลับดูขัดๆ เขินๆ จนการหารือเรื่องธุรกิจพื้นๆ กลับกลายเป็นสมครามย่อยๆ เพื่อปกปิดความลับไปแทน

สุดท้ายแล้ว การผจญภัยจริงๆ ก็คงเริ่มเสียทีแหละครับ

Gow27 (04/11/2006)

Comment

Comment:

Tweet


ชอบตั้งแต่ชื่อตอนละ
เนื้อเรื่องสนุกมากๆ
เป็นการหักเหลี่ยมเฉือนคนด้วยคำพูดตามแบบฉบับผู้หญิงดีคะ
มันให้ความรู้สึกจริงๆ ว่า กว่าที่ผู้หญิงจะพูดอะไรออกมา คิดนู๊น คิดนี่ไปเรื่อย ได้ใจมากๆ
ชอบประโยคที่ว่าตุ๊กตาทองจัง หึหึหึ
และอื่นๆ อีกมากมาย
#5 by Zheng Yu [A]ming Kung © 郑玉明 At 2006-12-16 20:22,
ตอบ Detoฯ ครับ

เลนาเรียมีความรู้ แต่ว่า ... แพ้อารมณ์ตัวเองครับ
#4 by Gow27 At 2006-11-07 18:27,
แวะมาดูครับ

เลนาเรีย อย่างน้อยก็แก้ตัวเรื่องคริสตัลรอดคราวนี้ไปได้อย่างเหลือเชื่อ

แต่หลังจากนั้น ก็ช่างพูดโฆษณาชวนเชื่อได้ดีเหลือเชื่อ
เหลือเชื่อว่าไม่สันทัดการทำธุรกิจค้าขายมาก่อน(จากการที่ต่อรองราคาไม่เก่ง)
ดูแล้วรู้สึกว่าแปลกๆอยู่

แต่อ่านโดยรวม คำพูดของเธอทำให้ผู้ฟัง(และผู้อ่าน) มึนเวียนจนคล้อยตามไปได้ เหอๆ
#3 by Detonator At 2006-11-07 18:04,
กระรอก ยังไงฝากติดตามด้วยนะ
ตามอ่านๆ เดี๋ยวก็รู้เรื่อง ^^
(จริงๆ อยากวานวาด รูป ให้หน่อยด้วยซ้ำ เหอๆ)

เรื่อง font ก็สงสัยมานานแล้วเหมือนกันว่า บางทีแก้แล้วพอกด refresh ขนาดมันออกมามั่วเลย ตามปกติแล้วผมจะให้ขนาด font ของตัว "เนื้อเรื่อง" ค่อนข้างใหญ่ คือ Tahoma 14 ครับ ส่วนหัวข้ออื่นๆ เช่น อ้างอิง และความในใจท้ายตอนจะเป็นขนาด 12
#2 by Gow27 At 2006-11-06 00:34,
/me เข้ามาอ่านทีไรก็ลืมตอนที่แล้ว ๆ ทุกทีเลยเรา

หลวงพ่อครับ ผมว่าฟอนต์มันแปลก ๆ เดี๋ยวเล็กเดี๋ยวใหญ่น่ะ
#1 by กระรอกโฉด At 2006-11-06 00:25,