2006/Nov/25

Act 7:สิ่งมหัศจรรย์กลางผืนทราย (Secret of the Arid Sand)

ผู้แต่ง ดั้งเดิม - Gow27 และ Nihil
ผู้เรียบเรียง และปะติดปะต่อ - Gow27
ผู้ดัดแปลง และเพิ่มความสมบูรณ์ - Gow27

อนาซิเน่ กับ อนอนซินู ตื่นสายไปหน่อย เลยตะลีตะลานเชคเอาท์จากโรงแรมใจกลางเมืองออกไล่ตามเลนาเรียซึ่งพวกเขาได้ว่าจ้างไว้ให้ทัน ร้อนถึงเอลน่ากับมังกรดำของเธอที่พลอยหงุดหงิดในความสะเพร่าของแม่มดสองพี่น้องคู่นี้ด้วยเช่นกัน

"พี่ค้า พี่ได้แผนที่มารึยัง ?" อนอนซินูขยี้ตาอย่างงัวเงีย ขณะวิ่งออกจากหมู่บ้าน เอลน่ายังคงวิ่งหลบมุมตึกและซอกหินตามมาห่างๆ
"ได้แล้วจ๊ะน้อง พี่เพิ่งทำให้ไอ้กล้ามโตคนนึงมันฝันดีด้วยมนต์ สลีป (Sleep)1 ของพี่แล้วชิงของมันมา แบบนี้ไง"

อนาซิเน่หันไปดีดนิ้วใส่สุนัขจรจัดผิวเขรอะที่เดินลอยชายผ่านมา มันหงายท้องตึง ชักแหง่กๆ น้ำลายฟูมปาก
อ้าว ดันร่ายผิด นี่มันมนต์ พิษ (Poison) นี่นา โฮะๆๆ แม่มดสาวทำเป็นป้องปากเหนียมอาย
แหม ตลกร้ายจริงนะคะพี่เรา ! อนอนซินูคว้าเอวพี่

อนาซิเน่ลูบหัวน้องสาวแล้วรีบคลี่แผนที่อ่านอย่างร้อนรน
"ไกลโขอยู่เหมือนกัน ป่านนี้มันคงใกล้ถึงที่หมายแล้วมั้ง ... จริงสิ เมื่อวานมันยังตายใจนึกว่าเราจะมัวรอแกร่วอยู่ที่นี่ แต่เราจะทำให้มันช็อกซินีม่าด้วยการโผล่ออกมาจ๊ะเอ๋ใส่มันหน้าปากถ้ำ แล้วถ้ามีการเล่นตุกติกล่ะก็ ได้เห็นดีกันแน่" แม่มดสาวผมบลอนด์เชิดสายตามุ่งมั่นมองไปยังขอบฟ้า โดยมีน้องสาวส่งประกายตาวิบวับ เต้นบัลเล่หมุนติ้วอยู่ข้างหลัง

"เอาล่ะ พี่ว่าเราไม่ต้องรีบมากก็ได้ แค่หาถ้ำให้เจอแล้วตั้งเต็นท์ (Tent) รอตามแผนนะ" อนาซิเน่ละสายตาจากแผนที่ เก็บมันเข้ากระเป๋า
"ได้เลยค่ะพี่ !" อนอนซินูเอ่ยรื่นเริงไม่เปลี่ยนแปลง แล้วทั้งสองก็ออกวิ่งเหยาะๆ ไปพร้อมกัน

******

สองชั่วโมงผ่านไป ในใจกลางดินแดนอันเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา
"เราอยู่ที่ไหนแล้วคะ ?" อนอนซินูที่มีเหงื่อซ่กเต็มหน้า จนชุดนักเวทย์มนต์ขาวนั้นชุ่มโชก ร้องอย่างเหนื่อยอ่อน ดวงอาทิตย์ยังสาดแสงแรงกล้าไม่หยุด บดบังดวงจันทร์จนมิด

"นี่ รู้สึกว่ามันแปลกๆ มั้ย พี่ว่าเราเดินมาตั้งไกล แต่เหมือนกำลังวนเวียนอยู่ที่เดิม ไม่มีความคืบหน้า"
''หมายความว่าเรากำลังหลงทางสินะคะ ..." อนอนซินูถามซื่อๆ อย่างตรงไปตรงมา
"พี่ใช้ต้นกระบองเพชรเป็นเครื่องหมาย แต่รู้สึกว่ายิ่งเดินเท่าไหร่ มันก็ไม่ถึงซักที แถมจำนวนมันยังไม่เท่ากันด้วย"

อนอนซินู ควักต้นกระบองเพชรสีเขียวต้นจิ๋วต้นนึงที่เธอเก็บได้ระหว่างทางออกมาให้อนาซิเน่ดู มันมีปากและดวงตากลมสีดำขลับ หนามเล็กๆ ที่อยู่รายรอบลำตัวมีลักษณะอ่อนนุ่ม น่าเอามือถูไถ
"ก็มันมีขาเดินได้นี่คะพี่ แล้วเราจะตามมันทันได้ยังไงอ่ะ ?"

กระบองเพชรสะบัดขารัวไม่หยุด หนามแข็งก็ทิ่มแทงออกมาตำมือของอนอนซินู เธอตกใจปล่อยมันทิ้ง จากนั้นมันก็เริ่มทำหน้าบ้องแบ๊วพร้อมกับยิงเข็มออกมารอบทิศทางถึงพันเล่ม ราวห่าฝน สองพี่น้องร้องเจี๊ยวจ๊าว กระโดดหลบไปมา ก่อนที่มันจะสงบลงแล้วรีบมุดลงทรายหนีหายไป
".............."
จากนั้น ทั้งสองก็ยืนอึ้งอยู่พักใหญ่ ไม่ได้พูดอะไรกันหลายนาที ร่างกายเต็มไปด้วยเสี้ยนหนามฝังเนื้อ HP ลดลงคนละ 500

"นี่ๆ ยัยตัวแสบสองคนนั่นมัวแต่เล่นไล่จับกับ ซาโบเทนเดอร์ (Saboten)2 ทำไมน่ะ ?" เอลน่าหันไปถามมังกรดำอย่างหงุดหงิด แต่มังกรดำก็ได้แต่ยกปีกขึ้น พลางทำคอเอียงอย่างงงๆ


ซาโบเท็น หรือ ซาโบเท็นเดอร์ (กระบองเพชรมีชีวิตในทะเลทราย)

ทางฝ่ายสาวน้อยนักดาบได้มุ่งหน้าตัดผ่านทะเลทรายร้อนระอุโดยไม่รีรอ ถุงสัมภาระเบาขึ้นมาบ้างเมื่อเธอนำ X-Potion อีกขวดไปแลกหางนกฟินิกส์ได้เป็นโหล ส่วนรอยขาดก็ได้รับการปะชุนเรียบร้อยแล้ว สิ่งของต่างๆ จำเป็นต้องมีความพรักพร้อมให้มากที่สุด เพราะทะเลทรายทั่วไปในโลก มักขึ้นชื่อว่าอุดมด้วยเหล่ามอนสเตอร์ลี้ลับที่ซ่อนตัวรอตะครุบเหยื่อภายใต้ผืนทรายมรณะ

อย่างเช่น หนอนทะเลทรายที่คุ้นเคยของแถบนี้ ลำตัวของมันมีขนาดปกติยาวถึง 4-5 เมตร แต่ถ้ามันโตเต็มวัยจริงๆ ก็สามารถที่จะฮุบกลืนโจโกโปะ อูฐ หรือรถเทียมม้าได้ทั้งคัน


หนอนทะเลทรายยักษ์ (Sand Worm)

นอกนั้นเรื่องตำนานของคิเมร่าก็มีกล่าวขานแก่กลุ่มนักเดินทางให้ได้ยินอยู่เป็นระยะ มันมีหัวสามหัว หัวหลักคล้ายราชสีห์มีฟันแหลมคมใช้ขบกัด อีกหัวเป็นแพะมีเขาแหลมยาวใช้ขวิดแทง และหัวสุดท้ายเป็นนาคาที่มีพิษร้ายกาจ พลังอควาเบรส (Aqua Breath)3หรือท่าพิฆาตแห่งวารีของมันสามารถสร้างความกดอากาศของน้ำในสภาพแวดล้อมให้เพิ่มพูนขึ้นท่วมปอดของสิ่งมีชีวิตจนขาดใจตายได้ สภาพศพของผู้ที่ถูกคิเมร่าสังหารจะบวมอืดสยดสยองบางทีลูกตาถลนออกนอกเบ้า


คิเมร่า (Chimera) สัตว์สามหัวตัวน่าสะพรึง

ยิ่งทำเลนั้นห่างไกลผู้คนเท่าไหร่ ความแปลกประหลาดและพิศวงก็ดูเหมือนจะแปรผันเป็นเงาตามตัว เด็กสาวเจอหลุมที่ลาดลึกและหมุนคว้างเข้าสู่ศูนย์กลางเหมือนน้ำวน แต่นี่คงต้องเรียกว่า 'วังทรายวน' เธอเดินผ่านทำเลของจอมปลวกนับร้อยซึ่งตั้งเรียงรายละม้ายงานหัตถกรรมของศิลปินผู้ไม่ระบุสัญชาติ ปลวกเหล่านี้สร้างรังมหึมาต้านลมกรรโชกจากเมือกเหนียวที่มีคุณสมบัติทำให้เม็ดทรายจับตัวเป็นก้อน บางรังก็ล้มระเนระนาดเมื่อพายุไซโคลนตัดผ่านอย่างหยาบคาย

อนึ่งเด็กสาวรู้ดีว่าต้นกระบองเพชรเล็กๆ ไม่สามารถใช้เป็นสัญลักษณ์ในการจดจำตำแหน่งสำหรับเดินทางได้ ซากกระดูกของสิ่งมีชีวิต พบได้ตามรายทาง บางตัวขึ้นไปแห้งตายบนจอมปลวก บางตัวเหลือแต่ร่างท่อนบน บางตัวเหลือเพียงท่อนล่าง บ้างก็ตายโดยเอาหัวมุดในก้น (ทำได้ยังไง ?) มีกองหนึ่งดูคล้ายศพของมนุษย์หรือไม่ก็ชนเผ่าวานรประมาณสามตนปนมากับมูลของมอนสเตอร์เธอมองปราดเดียวก็รู้ว่าเพิ่งถูกขย้อนผ่านรูทวารมาหมาดๆ โครงร่างล่ำสัน กอดก่ายบนร่างผอมเพรียวและอ้วนเตี้ยในสภาพสดใหม่ คราบไคลไหลเยิ้ม ครบครันทุกรสนิยม

แต่ถึงกระนั้นเธอก็พกนาฬิกาเตือนภัยอยู่กับตัว นับว่าเป็นโชคของเลนาเรีย ซึ่งไม่ได้ผจญอันตรายใดๆ ระหว่างทางนอกจากความหนืดของพื้นร่วนละเอียดที่ตัดรอนกำลังวังชาลงมากกว่าปกติสองถึงสามเท่าตัว กับลมแห้งที่พัดเข้าปะทะใบหน้าอยู่เกือบตลอดเวลา เพิ่มทวีพิษไข้ให้กำเริบขึ้นเป็นระยะ ...

ไม่มีอะไรน่ารื่นรมย์มากไปกว่า ลมหมุนลูกน้อยใหญ่ซึ่งบิดเกลียวไปมาจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ กวาดทรายและซากวัชพืชแห้งหมุนติ้วขึ้นฟ้าก่อนจะตกลงมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลมบ้าหมูลูกไหนมีแรงหนุนมากหน่อยก็จะหอบสิ่งของไปได้ไกลกว่าลูกอื่นๆ แต่สุดท้าย ก็ต้องตกลงมาอยู่ดีมิใช่หรือ ...

สำหรับเด็กสาวคนนี้ มันอาจเป็นดุจดัง ภาพฉายที่กำลังจำลองชีวิตอันต่ำต้อยติดดินชีวิตหนึ่ง ทว่าถูกยุยงส่งเสริมจากแรงตัณหา อุดมการณ์ และเสียงแซ่ซ้องสนับสนุนของเหล่าผู้คนรอบข้างที่เล็งแลแต่ผลประโยชน์ของตัวให้เด็กน้อยมุ่งหมายสิ่งที่สูงเกินวิสัยของตัวเอง ...กว่าจะรู้ทัน ก็ต่อเมื่อได้ตะกายขึ้นจนหมดแรง หรือพลันตกวูบลงมาอย่างเจ็บปวดและเปล่าเปลี่ยว เหตุใด มนุษย์ยังคงแสร้งไม่รู้ ยิ้มทั้งน้ำตาเพื่อปีนป่ายหุบผาชันไล่ไขว่คว้าความว่างเปล่า ?

ไม่เกินเที่ยงแห่งการเดินทางที่ร้อนอบอ้าวท่ามกลางแสงตะวันที่ดูจงใจจะย่างสดทุกชีวิตข้างใต้มัน เด็กสาวก็หลุดเข้ามาในเขตที่เริ่มมีพืชพันธุ์ ต้นหญ้าเป็นกอๆ หรือพืชใบแหลมพุ่มเล็กงอกอยู่ประปราย มีสีเขียวขี้ม้าปรากฏเป็นหย่อมๆ ของทุ่งหญ้าสะวันน่า เม็ดทรายเริ่มแข็งและหยาบกระด้าง พื้นที่ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยกรวดและดินที่จับตัวหนาขึ้น พร้อมกับเนินสูงต่ำไล่เลี่ยกัน ขึ้นลงสลับไปมาราวกับลูกคลื่น

เลนาเรียสังเกตได้ว่า ถนนเริ่มยกตัวชันขึ้นเป็นลำดับอย่างช้าๆ เธอหันหลังกลับไปมอง แนวสันเขาเดิมหลุดพ้นสายตา แลเห็นแต่เพียงฉากที่พร่ามัว สีอ่อนจางๆ อยู่ ณ เบื้องหลังเท่านั้น เบื้องหน้าคือทิวเขาดำทะมึน ทรวดทรงละลานตาที่ดูน่าเกรงขามกว่า ข้างบนยอดมีควันสีคล้ำลอยออกมาจากปล่อง ส่งเสียงฮึมฮัมเบาๆ



เธอหยุดยืนอยู่บนที่ลาดกว้างสีดำชวนหดหู่บริเวณเชิงเขาสูงชะลูด จุดนี้เองคือปากทางเข้าถ้ำที่เชื่อมต่อกับวิหารโบราณ หินระเกะระกะปิดบังช่องอุโมงค์ไว้อย่างกลมกลืน แต่ก็เหลือโพรงขนาดพอเหมาะให้ลอดเข้าไปได้สบายหลังใช้เท้ากึ่งยันกึ่งถีบหินก้อนโตให้กลิ้งขลุกๆ ลงเนินไปเลนาเรียพับแผนที่เข้าถุง ก่อนจะคลายผ้าคลุมที่ปิดหน้าอย่างมิดชิดโยนทิ้งไปข้างหลัง ผ้านั้นถูกใช้ป้องกันฝุ่นผงและยับยั้งการระบายเหงื่อเท่านั้น ขณะนี้หมดหน้าที่ของมันแล้ว ...



คิ้วที่ขมวดลงอย่างกดดัน จับจ้องไปสู่ถ้ำลึกอย่างไม่วางตา
"ประวัติดาบออแกนิกส์ เราเองก็เคยเรียน" เลนาเรียระลึกความหลัง

ในลานกว้างแห่งหนึ่งที่แวดล้อมไปด้วยพฤกษานานาพันธุ์ และกำแพงสูงสี่ทิศอันตั้งตระหง่านอย่างมั่นคง

ณ ที่นั้น มีเด็กสาวอายุราวๆ 13 ขวบ กำลังใช้ดาบไม้ฟาดฟันกับชายวัยกลางคนอย่างเอาเป็นเอาตาย ชายคนนั้นไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้าน เขาเพียงเขี่ยไม้เบาๆ เพื่อปัดป้องเด็กสาวที่โหมสุดกำลังเข้าใส่

"ฟันดาบอย่าใช้แต่แรงสิขอรับ ! ตากับใจต้องมุ่งมั่นเป็นสมาธิ แล้วฟาดออกไปด้วยจิตที่นิ่งดุจผืนน้ำที่ราบเรียบ พื้นฐานวิชาดาบก็เหมือนเวทย์มนต์ที่ต้องใช้จิตเป็นที่ตั้ง" ชายคนนั้นพูดในเชิงสั่งสอน
"จะมีไหมคะ วิธีต่อสู้ที่เป็นได้ทั้งดาบและเวทย์มนต์ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาร่ำเรียนมันทีละอย่าง" เด็กสาวบ่นอย่างอารมณ์เสีย ขณะวิ่งไปรอบๆ ชายผู้นั้นเพื่อหาจังหวะเข้าทำ

"ไม่มีอะไรในโลกที่สมบูรณ์แบบหรอกขอรับ ... เหล็กกล้าสามารถทุบสสารทั้งปวงให้แหลกสลายได้ก็จริง แต่ก็ยังถูกน้ำที่อ่อนไหวกัดกร่อนจนขึ้นสนิม น้ำนั้นแม้จะคงรูปได้ในทุกภาชนะ แต่ก็ถูกดินและต้นไม้ดูดกลืนหมดสิ้นไป ... โลกทั้งโลกไม่มีตัวตน มีแต่การแปรเปลี่ยนจากสภาวะหนึ่งไปสู่อีกสภาวะหนึ่ง ถ้าเข้าใจแก่นแท้ของเรื่องนี้ได้ ตราบนั้นแม้ไม่มีดาบก็จะบรรลุวิชาดาบ สามารถเป็นสุดยอดได้ทั้งอาวุธและเวทย์มนต์"

"ว้า ~ กะแล้ว"
"... แต่ถ้าอยากสบายหน่อย ใช้ดาบออแกนิกส์ล่ะก็พอเป็นไปได้ขอรับ"
"ดาบออแกนิกส์ ?" เด็กสาวหยุดกระโดดไปมา เธอไม่ได้สนใจเรื่องสัจธรรม แต่อยากฟังเรื่องดาบวิเศษณ์

"มีความเชื่อกันว่าดาบเล่มนี้สรวงสวรรค์เป็นผู้ประทานให้แก่มนุษย์ด้วยเจตนาบางอย่าง จึงมีอำนาจเวทย์มนต์ลึกล้ำไหลเวียนอยู่ภายใน"
"โห ... ไม่ได้ทำขึ้นในโลกมนุษย์เหรอคะ ?" เด็กสาวยังคงถามด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว มีดวงตาเป็นประกาย

"มันร่วงหล่นลงมาจากฟ้าขอรับ ชาวบ้านที่ศรัทธาใช้มันเป็นสื่อกลางเชื่อมต่อกับเทพเจ้าเบื้องสูง มีตำนานเล่าขานว่า อัศวินที่ใช้ดาบนี้กวัดแกว่งไปในไตรโลกกล่าวคือ โลกมนุษย์ โลกใต้พิภพ และโลกแห่งสัตว์มายา จะมีอิทธิฤทธิ์พลิกชะตาที่พระเจ้าลิขิตได้ ... นั่นหมายถึง ดาบต้องยอมรับคนผู้นั้นก่อน หากไม่มีคุณสมบัติ คนๆ นั้นจะโดนดูดพลังชีวิตจนสิ้นเรี่ยวสิ้นแรงในคราเดียว"

บุรุษชรามาดองอาจหยุดคำอธิบายเมื่อเห็นสีหน้าเป็นจริงเป็นจังของสาวน้อย
"ป่วยการที่จะไปแสวงหาสิ่งนอกกายขอรับ....." เขาส่ายหัวแล้วหันหลังก้าวออกไป

"นั่นสิคะ ท่านอาจารย์คงบรรลุแก่นแท้ของวิชาดาบแล้วสินะคะ ถึงได้ --------------- เปิดช่องโหว่ ให้เรา !!!!!!!!!!!"

เธอกระโจนเข้าใส่อาจารย์ที่ไม่ได้ตั้งท่ารับมือ กระนั้น เขาก็เพียงใช้แรงปัดอาวุธในทิศที่เธอโถมเข้ามา จนศิษย์ล้มคะมำ
"ถ้ากระหม่อมบรรลุวิชาดาบ ป่านนี้คงไม่ได้อยู่เป็นครูฝึกในวังแบบนี้หรอกขอรับ..."

ไม่มีใครมุ่งมั่นในดาบเล่มนี้มากกว่าเลนาเรีย

"บางทีถ้าเราได้ออแกนิกส์มาอยู่ในมือ คงจะทำอะไรได้สะดวกขึ้น แต่ตอนนี้ชาวอเลคซานเดรี่ยนสองคนนั่น4 เป็นตัวปัญหา มันคู่ควรจะครอบครองของล้ำค่านี้หรือไม่ ?"
เลนาเรียทบทวนเจตนารมณ์ ก่อนจะดึงดาบฟัลซิออนออกจากฝัก เดินเหยียบหล่มทรายที่ปะปนเป็นหย่อมๆ เข้าถ้ำไปด้วยความเด็ดเดี่ยว ความดำมืดของอุโมงค์ร้างนับพันปีทอดรออยู่ ...

ลืมอดีตแต่หนหลัง และเงื้อมองอนาคตเบื้องหน้า ...

ไม่ทันไรก็เจอกองทัพค้างคาวพันธุ์ เรดเมาส์ (Red Mouse) ตรงเข้าทำร้ายทันที !

- Act 7 -


อ้างอิง

1 - เป็นมนต์ดำ (Black Magic) ระดับต่ำ ที่เสกให้เป้าหมายหลับ 1 คน ในเกมส์ FF นะครับ
2 - อันนี้บรรยายไว้สำหรับคนที่ไม่รู้นะครับ ซาโบเทนเดอร์เป็น มอนสเตอร์ ประเภทหนึ่งใน FF รูปร่างจะคล้ายต้นกระบองเพชร แต่มีแขนขา แล้วก็หน้าตาติ๊งต๊อง มันมีท่า เข็ม 1000 เล่มที่น่ากลัว ขัดกับรูปร่างของมันโดยสิ้นเชิง ในภาษาญี่ปุ่น ซาโบเท็น แปลว่า "ต้นกระบองเพชร" ครับ
3 - เป็นมนต์น้ำเงิน หรือมนต์ที่เดิมทีเป็นของมอนสเตอร์แต่นักเวทมนต์น้ำเงินสามารถเรียนรู้ได้น่ะครับ
4 - ชาว 'อเลคซานเดรี่ยน' สองคน หมายถึง อนาซิเน่ กับ อนอนซินู ซึ่งเลนาเรียจำได้จากบัตร ID ประจำตัวใน Act 2


ความในใจท้ายตอน

เหมือนจะมีการผจญภัย แต่ก็ยังไม่มีการต่อสู้ใดๆ ซักที ทว่าตอนหน้าคงมีการนองเลือดกันให้เห็นบ้างน่ะครับ แต่จะเป็นใครหรือสิ่งมีชีวิตใด อันนี้ขอร้องให้ช่วยติดตามต่อไป

สำหรับ Act นี้อยากสารภาพว่า เมื่อแต่งเสร็จตั้งแต่หลายปีก่อน โดยส่วนตัว รู้สึกพอใจกับช่วงรำลึกความหลังของ เด็กสาว กับอาจารย์สอนวิชาดาบมากที่สุดครับ มันดูเป็นปรัชญาดี แถมสำนวนก็ค่อนข้างลิเกคล่องมือ อิอิ ... ย้อนดูทักษะการเขียนของตัวเองในปัจจุบัน คงต้องยอมรับโดยดุษฎีว่า ไม่สามารถพลิ้วแบบนี้ได้อีกแล้วครับ ความสามารถของคนเรามันหายไปกับสายลม สายน้ำ สายแห่งกาลเวลา หรือสายสะดือ สายอะไรก็ตามได้ทุกเมื่อจริงๆ

เนื้อเรื่องเริ่มจะเข้มข้น แต่ยังรักษาสไตล์เถรตรงและเรียบง่าย และถ้าสังเกต พวกกุ๊ย ดิโอ บิกส์ กับ เวจ ก็กลายเป็นเหยื่อมอนสเตอร์ไปเรียบร้อยแล้ว อาจจะดูโหดร้ายเกินไปซักหน่อยนะครับ อย่าถือสา

Gow27 (26/11/2006)

Commen