2006/Dec/02

Act 9:ชินระรุกคืบ (Shinra in Advance)

ผู้แต่ง ดั้งเดิม - ไม่มี
ผู้แต่งใหม่ - Gow27

เสียงเหนอะหนะและความรู้สึกหยีเท้าเมื่อเหยียบย่ำลงบนมูลค้างคาวตัวเป้งสิ้นสุดลง เมื่อซอกหินขรุขระขีดเป็นช่องอุโมงค์ทอดยาวไกลสุดลูกหูลูกตา โค้งมนไปตามความมืดที่มิอาจประมาณได้

เด็กสาวจำต้องรวบรวมความกล้าที่มีอยู่ก่ายกอง ทว่าพาลจะถดถอยลงไปทุกวินาที ... ใช่แล้ว เธอเป็นเพียงสาวรุ่นธรรมดาซึ่งควรจะวิ่งเล่น หรือเดินช็อปปิ้งอยู่ในแหล่งชุลมุนคลาคล่ำของสังคมเมือง อันเจริญรุดหน้าด้วยนวัตกรรมแห่งยุคบูรณาการ ซึ่งรังสรรค์จากน้ำมือของ 'ชินระ คอมปานี' (Shinra Company) บริษัทดาวรุ่งพุ่งแรงในศตวรรษที่ 20

ชินระ เป็นองค์กรวิจัยและพัฒนาอาวุธสงครามชั้นนำของโลก ไม่จำกัดแค่ยุทโธปกรณ์ สายการผลิตยังครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างครบครันตั้งแต่สากกระเบือยันเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์

นิคมของชินระที่ใช้รั้วไฟฟ้าแรงสูง 100 ล้านโวลต์ กั้นอาณาเขตไว้มีเนื้อที่กว้างกว่า 200 ตารางกิโลเมตร จนเรียกได้ว่าเป็นไซท์งานขนาดเท่าเมืองย่อมๆ เลยทีเดียว

มิใช่เพียงแค่ความอลังการของโรงงานหรือจำนวนสาขาที่มากติดอันดับหนึ่งเท่านั้น ผลิตภัณฑ์มวลรวมของชินระยังครองส่วนแบ่งตลาดอุตสาหกรรมของดวงดาวถึง 70%ผลักดันให้ 'มิดกัลด์' (Midgar) อาณาจักรภาคพื้นทวีปแถบเส้นศูนย์สูตร อันเป็นที่พำนักของศูนย์บัญชาการใหญ่ชินระ สามารถช่วงชิงตำแหน่งผู้นำทางเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร และอำนาจต่อรองระหว่างประเทศ ที่คาบเกี่ยวโลกแห่งไสยเวทย์กับโลกจักรกลกลับคืนมาได้ชนิดไร้คู่แข่ง หลังจากพินาศด้วยอุกกาบาตเมื่อสองร้อยปีก่อน

นโยบายสร้างภาวะผูกขาดทางการค้าระหว่างสหราชอาณาจักรที่มิดกัลด์เร่งผลักดันนั้น ใช้กลยุทธ์ส่งออกบรรดาสินค้าฟุ่มเฟือยแก่ประเทศด้อยพัฒนา โดยเฉพาะประเทศยากจนค่นแค้นที่ขาดแคลนทรัพยากรหรือกำลังผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงด้วยตนเอง จะโดนโฆษณาชวนเชื่อให้ซื้อผลิตภัณฑ์ชั้นนำจากชินระ เพราะชินระส่งเสริม 'การเปิดเสรีให้ทุกอาณาจักรเกิดการแข่งขันกันอย่างเท่าเทียม' เพื่อให้อาณาจักรเล็กๆ เหล่านั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจนสามารถเจริญทัดเทียมบรรดาอารยประเทศได้ แม้จะมีจำนวนประชากรน้อยกว่า

ช่างเป็นคำอวดอ้างที่สวยหรูเสียนี่กระไร

จนมนุษย์ทุกหย่อมหญ้าล้วนตกอยู่ในสภาพเดียวกัน สังคมชนชั้นแรงงานพากันนิยมความหรูหรามัวเมาในวัตถุ ยึดติดแสงสี ลืมเลือนกำพืดแห่งวัฒนธรรมของตน กลายเป็นทาสสินค้าใหม่ๆ ที่ชินระคอยปรนเปรอสนองความต้องการให้ในราคาที่สูงลิ่วแปรผกผันกับความรับผิดชอบต่อโลกที่นับวันจะน้อยลงเรื่อยๆ

สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม เตาพลังงานมาโกะหรือเตาปฏิกรณ์ปีศาจ (Mako Reactor) ซึ่งแตกแขนงเป็นก้อนผลึก 'มาโกะแบตเตอร์รี่' ดูดซับพลังงานบริสุทธิ์จากคริสตัลทั้ง 8และคายกากมลภาวะรูปแบบต่างๆ อันขบถต่อวัฎจักรแห่งปฐพี ในคำเรียกขานอื่นๆ ว่า 'ไลฟ์สตรีม' (Life Stream)หรือ 'เทพไกอา' (Gaia)

ในขณะที่มิดกัลด์เอง กลับอนุมัติงบประมาณมหาศาลทำสัญญาว่าจ้างบริษัทผู้เปี่ยมอิทธิพลดังกล่าว ให้ใช้มาโกะแบตเตอร์รี่ผลิตอาวุธล้ำสมัยป้อนแก่ประเทศของตนเพียงแห่งเดียวบนดาวเคราะห์

รู้ตัวอีกทีมิดกัลด์ หรือชินระซึ่งชื่อระบือไกลกว่าอาณาจักรที่ตนอิงอาศัย ก็มีประเทศย่อยๆ เป็นอาณานิคมทั่วแผ่นดินพ่วงด้วยสาวกผู้จงรักภักดีนับล้านคอยออกหน้าเป็นโล่ปกป้ององค์กรที่ตนเทิดทูนว่าเป็นพระเจ้าแห่งโลกใหม่ได้อีกหลายชั้น

บางทีพวกผู้นำและชาวบ้านอาจแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก็ได้ ในเมื่อรู้ทันชินระแล้วมันไม่ช่วยให้ความสิ้นไร้ กลายเป็นความมั่งมีไปได้ดังนั้น หากต้องตกเป็นเมืองขึ้นเพียงในนาม แต่ทำให้ชีวิตที่เป็นรูปธรรมสุขสบายขึ้น ก็ช่างหัวมันสิ ...

เด็กสาวก้าวรุดไปในทางคดเคี้ยวเลี้ยนวนกลับไปกลอกไปมา มือข้างหนึ่งถือฟัลซิออนแทนไม้เท้าปัดป่ายไปตามหนทางขลุกขลักด้านหน้า ส่วนมืออีกข้างใช้ลูบคลำผนังด้านซ้ายเพื่อจดจำสภาพภูมิศาสตร์ของถ้ำยิ่งก้าวดุ่มๆ เข้าไปเท่าไหร่ ความมืดยิ่งถาโถมเข้าใส่เท่านั้น

สภาพอากาศเบาบางและอับชื้นทำให้เลนาเรียหายใจลำบากเป็นลำดับ เธอหายใจถี่กระชั้น เมื่อมือซึ่งค่อยๆ เกาะกุมเถาวัลย์กับรากไม้สีซีดตามผนังถ้ำนั้น ดันสัมผัสเข้ากับอะไรบางอย่าง ที่ไม่ใช่เปลือกเซลลูโลสของพืช

ลำตัวนุ่มนิ่มเข้ารัดรอบข้อมือและเลื้อยวนไปตามเรียวแขน โดยขนดหางของสัตว์ปริศนายังพันยื้อไว้กับปลายหินย้อยที่งอกง้ำลงมาจากเพดานทึมเทา มันใช้ลิ้นสองแฉกแลบตวัดลิ้มรสใบหน้าเปื้อนเหงื่อเค็มๆ ของผู้รุกล้ำ จนใจเด็กสาวแทบพุ่งทะลุอกที่อยู่ภายใต้เสื้อสีมอซอ

"กะ..." เลนาเรียผู้ชาชินป่าเขาลำเนาไพร เกือบจะกรีดร้องออกมาอวดฝูงสิงสาราสัตว์ในถ้ำ เธอเอาแขนตีเข้ากับผนังแข็งจังๆ แล้วสะบัดขึ้นลงอย่างขวัญเสีย

งูเหลือมเผือกตัวเขื่องที่เผลอกำคอมันเพราะนึกว่าเป็นเถาไม้เลื้อยกระเด็นหายไปไหนแล้วไม่รู้ เธอผวาร่างบอบบางไปพิงผนังเรียบที่สุดเท่าที่มองเห็น กระนั้นสัตว์เลื้อยคลานผิวมะนาวอมเหลืองตัวใหม่ก็ผุดหัวสามเหลี่ยมจากโพรงกลางแผ่นหินสากๆ ข้างไหล่ของเจ้าหล่อนซึ่งยืนเกร็ง มันไต่รอบลำคอของหญิงสาวดั่งเชือกหนาที่ถูกฆาตกรโรคจิตรัดรึงจากด้านหลัง ก่อนจะมุดหัวทรงเรขาคณิตเข้ารูซึ่งอยู่ถัดจากรูที่มันเสนอหน้าออกมาอย่างสงบ โดยใช้เด็กสาวเป็นสะพาน

หากสังเกตุดีๆ รูนั้นมีอยู่นับไม่ถ้วนตามผนังและซอกหิน !

หญิงขวัญกระเจิงพ่นลมตระหนกเฮือกใหญ่เมื่อปลายหางชวนจั๊กกะจี้ของเจ้าอสรพิษ (ซึ่งไม่แน่ใจว่ามีพิษรึเปล่าจากสภาพบรรยากาศอับแสง) พ้นผิวสัมผัสทุกอณูบนเนื้อนวลของเธอ หน้าซึ่งซีดเผือดเป็นไก่ต้มพลันมีเลือดฝาดเมื่อเธอฟาดอุ้งมือใส่ผนังเรียกสติสตังกลับคืนมาโดยเร็ว

แอ่งเฉอะแฉะที่เกิดจากสายน้ำไหลชะชั้นหินบนเพดานอันอุดมไปด้วยหินย้อยนับร้อย มีอยู่ประปราย เมื่อรองเท้าผ้าใบคลุมส้นสีน้ำตาล เหยียบดังจ๋อมแจ๋มจนสะเก็ดน้ำกระเซ็น ขับไล่ฝูงปลาและลูกไรตัวโปร่งแสงที่ว่ายเวียนใต้ผิวธาราให้แตกฮือ

น้ำเย็นแหยงลึกราวเข่าซึ่งผ่านการกรองจากหินทับถมมากมาย ถูกแข้งเรียวสะอาดแหวกผ่านไปช้าๆ และสัตว์ครึ่งบนครึ่งน้ำ เช่น กบ ตะพาบกระดองนิ่ม หรือซาลามันเดอร์ ลำตัวสีขาวเข้ม บ้างก็เรืองแสงจางๆ กระโดดหนีกันยุ่บยั่บ พลางเล่นลูกคอรับส่งเป็นเชิงต่อว่านักเดินทางผู้ตะลุยเข้ามาอย่างไม่ดูตาม้าตาเรือ

ครั้นตาของเลนาเรียถูกปรับให้ชินกับความมืด ดวงใจที่เต้นตึงตังในอกก็ค่อยผ่อนจังหวะเยี่ยงกลองตะโพนของมันลง หนทางเริ่มขยายกว้างออกจนสังเกตได้ ควบคู่กับความชื้นที่ค่อยๆ หมดไป เหลือเพียงน้ำท่วมขังบางจุด

สาวนักดาบรู้สึกไออุ่นอ่อนๆ ที่มนุษย์ปกติยากจะจับสัมผัสโชยมาจากเส้นทางโปร่งโล่งเบื้องหน้า เธอสาวเท้าเร็วขึ้น และปลายเกือกสะดุดเข้ากับลังบรรจุสิ่งของยิบย่อยหลายอย่างเทกระจาดลงมา พาให้ร่างนั้นคะมำปะเข้ากับวัตถุขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านขวางทางไว้

กึ๊งงง! จมูกเลนาเรียชนปึงใส่โลหะกลวงๆ ก่อนที่ร่างจะเซถลาสู่น้ำแอ่งตื้นบนพื้น หญิงสาวเอามือปิดรอยปื้นบนหน้า รู้สึกเหมือนดาวจำนวนมากบินว่อนเหนือศีรษะ เสื้อผ้าที่เหลือเพียงชุดเดียวชุ่มโชก

"เฮ้ย เสียงอะไรวะ !"
เสียงห้าวตะโกนและทันใดนั้น ประตูของวัตถุนิรนามที่กั้นทางไว้ก็เปิดออก
เด็กสาวรีบลุกจากสภาพลูกหมาตกน้ำ เคลื่อนกายเข้าหลบหลังแท่งหินงอกใหญ่ที่สูงเกือบจรดเพดาน มีแสงสว่างๆลอดผ่านช่องประตูที่ถูกปิดกลับไปด้วยระบบอัตโนมัติหลังชายในชุดครุยสีขาว สวมหมวกแก๊บสองนายก้าวลงมาเหยียบพื้น

"เสียงลังล้มน่ะครับนายช่าง"
หนุ่มหน้ามนที่มีผ้าลายพร้อยคาดหน้าผาก อายุอานามประมาณครึ่งหนึ่งของชายเสียงดุ ชี้ลังโพลิเมอร์พลาสติกที่เลนาเรียเผลอเตะด้วยความซุ่มซ่าม อุปกรณ์และเครื่องมือหลายชิ้นยังระเนระนาดอยู่เต็มพื้น เด็กสาวบีบกายมิดชิด จับชายกระโปรงบานๆ แนบลำตัวที่เบียดสนิทกับเสาหินปูนจำแลง มิให้อวัยวะส่วนใดเผยสู่สายตาของใครก็ตามที่ไม่รู้จัก ขณะช่างยนต์สองคนสาดไฟสำรวจสิ่งผิดปกติรอบๆ

"ก็บอกแกแล้วว่าอย่าวางซ้อนกันหมิ่นๆ" ชายวัยกลางคนปิดสวิทช์ไฟฉาย หันกลับมาเล่นงานเด็กหนุ่ม
"นี่ถ้าวงจรอิเลคทรอนิกส์หรือไมโครคอมฯ เสียหายไปล่ะก็ แกรับผิดชอบคนเดียวเลยนะ" พูดจบเขาก็ยั้งท่อนกำเนิดแสงที่เกือบจะหวดกะโหลกผู้ก่อเรื่องซักป้าบ และกดปุ่มประตูกลให้ง้างหงายลงแทนบันไดอีกครั้ง

"เอาไฟส่องดูให้ทั่ว อย่าให้หายแม้แต่น็อตซักตัวนะ !"บ่นสาดเสียเทเสียเสร็จเขาก็ผลุนผลันขึ้นยาน
"เออ แล้วเอาอะไหล่เบอร์ 072 มาด้วย เดี๋ยวแกต้องมาช่วยข้าซ่อมหัวเจาะ" ยังมิวายสั่งทิ้งท้าย

"หนอย ไอ้เฒ่า ! ถ้าไม่ใช่เพราะชั้นเตือนให้ใช้โมเด็ลห้า ป่านนี้ซากแกฌาปนกิจกลางบ่อลาวาไปแล้วเฟ้ย" ลูกน้องผู้โดนปล่อยเคว้งท่ามกลางความมืดถ่มน้ำลายด้วยความโกรธก่อนจะวางประแจอันโตไว้บนหินตัดเรียบผิดครรลองธรรมชาติหลายก้อน ที่สูงประมาณเอวของเขา

ก้มๆ เงยๆ ควานหาเศษวัสดุชิ้นเล็กชิ้นน้อยอยู่นานกว่าจะครบ และยกลังขึ้นวางซ้อนดังเดิม ไม่ละเลยที่จะดูให้รอบคอบมากขึ้น เลนาเรียย่องมาที่ตัวยานซึ่งจอดสนิทแต่ยังระบายอากาศอุ่นๆ ออกมาทางช่องลม เมื่อหนุ่มผ้าโพกหัวทุบสวิทช์แรงๆ กระทืบเท้ากลับเข้าไปพร้อมชิ้นส่วน

ด้วยความสนอกสนใจใคร่รู้ ยานประหลาดที่ไม่ระบุชัดว่าเป็นรถยนต์หรือจรวดนำวิถี ดูคล้ายพาหนะที่เต็มไปด้วยกลไกซับซ้อนในแบบที่เลนาเรียไม่เคยพบมาตลอดชีวิต แต่ที่มั่นใจคงไม่ใช่เกวียนหรือรถเทียมโจโกโปะแน่นอน

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โลกก้าวไปถึงไหนแล้วเนี่ย ?

เด็กสาวค่อยๆ ลากนิ้วผ่านตัวถังมันวาวสีเงินแปะตัวอักษร "S-h-i-n-r-a" ตัวเบิ้ม
"ชินระ..." เด็กสาวอุทานอย่างมีนัยยะ



โลโก้องค์กรล้อมกรอบสี่เหลี่ยมจัตุรัสแดงเลือดหมูถูกลูบผ่านไปช้าๆ จนหยุดอยู่ที่ปลายสว่านแหลมดุจลิ่มบริเวณหัวรถ ซึ่งมีเศษหินอัคนีติดตามเกลียวที่ขดจากยอดสู่โคน ซี่คมบิ่นไปหลายจุด พิจารณาจากโพรงยาวกรูดท้ายรถ คาดว่าพาหนะนี้เจาะทะลุผนังเข้ามาแบบไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน จึงไม่แปลกใจว่าทำไมถึงปราศจากร่องรอยการต่อสู้ระหว่างค้างคาวเรดเมาส์ กับ กองกำลังกระฉ่อนโลก ณ ปากถ้ำ

โครงยานทรงเพรียวตามหลักแอโรร์ไดนามิกส์ (Aerodynamic) นั้นรองรับด้วยกงล้อเหล็กกล้าหุ้มตีนตะขาบตลอดลำเพื่อให้ฟันฝ่าได้ทุกสนามวิบาก แถมบรรทุกน้ำหนักได้อีกหลายตัน

สาวนักดาบเอาหูแนบผิวโลหะโปร่งใน ฟังการสนทนาที่แผ่วเหมือนเสียงซุบซิบ

"เฮ้ยพลขับ ข้างในติดต่อมารึยัง ?" ทหารช่างขี้โวยวายเจ้าเก่าถามขึ้น
"ยังเลยครับ คาดว่าท่าน 'อิชูตัล' (Ishutal) ยังให้สืบหาต้นตอของปฏิกิริยาบนเรดาร์ต่อไปครับ" เสียงทหารหนุ่มอีกนายตอบอย่างสุภาพตามสายบังคับบัญชาที่ด้อยกว่า แสดงว่าในรถนี้เหลือทหารอย่างต่ำสามนาย
"ดูดีๆ นะ ถ้าคลาดการติดต่อ เดี๋ยวจะโยนความผิดให้หน่วยซ่อมบำรุงอย่างเราๆ อีก ... แทนที่จะนั่งหง่าวอยู่ ก็คำนวณพิกัดสำหรับเดินทางกลับศูนย์บัญชาการไปพลางๆ ด้วย อย่าให้อ้อมโลกแบบขามา"

"หัวหน้าก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ ว่าเราต้องเลี่ยงการขุดลอดใต้ปล่องภูเขาไฟที่ส่งสัญญาณประทุอยู่รอมร่อ ถึงต้องยอมเสียเวลาใช้โมเดลรุ่นเก่าที่เน้นสมรรถภาพการเจาะทะลวงชั้นหินแนวระนาบเป็นหลัก อย่างน้อยก็ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน"
"เออๆ ข้ารู้ แกสแกนหาชั้นหินที่มีความหนาแน่นต่ำให้ดีๆ แล้วกัน"

"... ผมไม่ได้ตะบี้ตะบันทำประกันชีวิตแบบหัวหน้านี่นา" พลขับบ่น
"ไอ้บ้า ต่อให้ไม่ต้องมีประกัน สวัสดิการทหารของมิดกัลด์ก็ยอดที่สุดในโลกอยู่แล้ว ..."

"เฮ้ย แล้วแกน่ะ ยืนรอดูดหัวแม่ตีนรึไง !" หัวหน้าเบนเข็มการก่นด่า
"รีบไปเช็คระบบสายพานกับสว่านก่อน เมื่อกี้ตอนขุดผ่านดงหินแกรนิตมันมีอาการแปลกๆ ... ส่วนแกไปตรวจมอเตอร์ วัดความเร็วรอบกับค่าสั่นทะเทือน อย่าลืมดูเครื่องยนต์ให้เสถียรด้วยถ้าส่วนไหนชำรุดก็เอาอะไหล่สำรองเปลี่ยนได้เลย จัดการให้เสร็จภายใน 30 นาทีนะ !"
"ครับๆ ผมจะไปวอร์มเครื่องก่อน" เสียงหนุ่มโพกหัวกับหนุ่มอีกคนรับคำเซ็งๆแม่_สั่งรัวยังกะปืนกล

พลันเสียงครางฮือฮาของฝูงชนตัดเสียงสตาร์ทเครื่องซึ่งเริ่มเดินเป็นจังหวะเนิบๆ ก็แว่วจากภายในถ้ำลึกแล้วเงียบสงัดไป

ประสาทหูชั้นดีเท่านั้นที่จะแยกแยะได้ เลนาเรียละประดิษฐกรรมไร้สาระตรงหน้า ออกวิ่งไปยังต้นเสียงนั้น ความมืดจางลงไปทุกที แสงสลัวๆ ติดๆ ดับๆ ปรากฏอยู่ไกลลิบแต่ก็ไม่ไกลเกินที่จะสาวไปหาคำตอบ ลางสังหรณ์เลวร้ายเริ่มทักทายเด็กสาวเป็นระลอก

"ชินระสินะ ... แล้วมีอะไรอีก ?"

- Act9 -


ความในใจท้ายตอน

ตอนใหม่ถอดด้ามแบบที่ไม่ใช่การ Rewrite นี้ เริ่มขึ้นด้วยการเท้าความประวัติของ 'ชินระ คอมปานี' องค์กรระดับบิ๊กที่เคยทำให้โลกสั่นคลอนมาแล้วใน FF7 ซึ่งจัดว่าเป็นขบวนการที่มีบทบาทต่อเนื้อเรื่องของFFGNเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเป็นตัวร้ายคงเป็นตัวร้ายระดับพระกาฬ ดังที่เกริ่นไว้ในบทนำของ Episode 1: Act 1 แล้ว (http://gow27fic.exteen.com/category-Episode-1) ผมได้พยายามสอดแทรกประเด็นทางการเมืองเล็กๆ น้อยๆ เข้าไปพอสังเขป เพื่อช่วยให้มองภาพรวมของขั้วอำนาจบนดวงดาวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

จุดที่ผมอดทิ้งสไตล์เยิ่นเย้อไม่ได้ คงเป็นการพรรณนาฉากและเหตุการณ์ตลกๆ ชวนยิ้มในถ้ำมี่เลนาเรียเดินทางเข้าไปเรื่อยๆ โดยพยายามแฝงอารมณ์วิจิตรลึกลับของถ้ำธรรมชาติ ควบเคียงกับการผจญภัยที่ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าจะประสบสิ่งใดอยู่ข้างหน้า

ยอมรับว่าเขียนลำบากไปบ้าง แต่ก็สนุกดีครับ คุณ
ผู้อ่านคิดเห็นอย่างไร ช่วย comment ด้วยละกัน

Gow27 (06/12/2006)