2006/Dec/17

Act 11:สุสานกลางภูเขาไฟ(Volcano Sanctuary)

ผู้แต่ง ดั้งเดิม - Gow27
ผู้แต่งใหม่ - Gow27

นักรบสาวผู้เจตนาปกป้องคริสตัลวิ่งเหยาะๆ ล่าถอยกลับไปชั่วคราวเพื่อดำเนินการตามแผนที่คิดขึ้นได้สดๆ ร้อนๆ นั่นคือการนำลังที่ทหารสุมไว้มาจัดวางใหม่อย่างเป็นระเบียบจากนั้นเธอก็ตั้งปลุกนาฬิกาเรือนเบอะในอีก 3 นาทีข้างหน้า แล้วใส่มันปะปนกับอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์อื่นๆ ให้ดูแนบเนียน เพราะหากชินระพบ จะได้เข้าใจว่าเป็นความสะเพร่าของบรรดาทหารด้วยกันเองมากกว่าจะเป็นฝีมือของผู้บุกรุก

เข็มวินาทีเริ่มเดินไปข้างหน้าช้าๆ ในขณะที่วินาทีแห่งการตัดสินโชคชะตาของโลกกำลังนับถอยหลัง มองเชิงอุปมา นี่อาจเป็นช่วงลุ้นระทึกของนักโทษที่กำลังก้าวขึ้นสู่แท่นประหาร ส่วนใครจะเป็นนักโทษ ใครจะเป็นเพชฌฆาต คงต้องวัดผลลัพธ์ตอนจบ

หลังง่วนอยู่กับการคุ้ยเขี่ยหลายชั่วโมง ทหารชินระเริ่มปาดเหงื่อแสดงความอ่อนล้ากันพอสมควรแล้ว หลายคนได้แต่ถอนใจเพราะมิกล้าขัดขืนคำสั่งความเก็บกดแปรเปลี่ยนเป็นคำสบถลอยว่อนในอากาศ จนนายกองต้องปรามอยู่เป็นระยะๆโดยไม่มีใครสังหรณ์เลยว่าความเร้าใจกำลังมาเยือน

"ห้า..."
"สี่... สาม... สอง..."
กริ๊งงงงงงงงง งง ง ง ---------!!

ไม่ทันที่เด็กสาวซึ่งคำนวณการเดินของเข็มได้แม่นยำจะนับถึงศูนย์ นาฬิกาเตือนภัยสุดเฮี้ยวก็ระเบิดเสียงกัมปนาทขนาดทำให้ไดโนเสาร์หรือช้างแมมมอธที่กำลังจำศีลต้องสะดุ้งโหยง

ถ้ำลักษณะคอดยาวเป็นลำแตร ช่วยส่งผ่านความหนวกหูสู่โสตประสาทของทหารชินระทุกหมู่เหล่า เพดานขุนเขาสั่นไหวจนผงปูนร่วงกราวลงมาตามจุดต่างๆไม่เว้นเส้นผมสีสายไหมของเด็กสาวที่โรยด้วยน้ำตาลไอซ์ซิ่ง แม้พื้นพสุธาซึ่งคุกรุ่นด้วยแมกม่าเหลวก็ยังโยกคลอนอย่างรำคาญ

"เฮ้ยย มีผู้บุกรุกๆๆ" ทหารนายหนึ่งตะโกนตัดคลื่นเสียดแทงในอากาศ
"หวูดสัญญาณสงครามเปิดแล้ว !" อีกรายช่วยเสริม ถือโอกาสอู้งานซะงั้น
"พักกินอาหารเย็นเว้ย !!!"
"เย้ ! กลับบ้านกันเถอะ !"

พูดจบเจ้าพวกที่กระโดดโลดเต้นนอกประเด็นก็โดนตบหัวทิ่ม
"ทุกคนตั้งแถว !" นายกองผู้รับมอบตำแหน่งรองแม่ทัพประจำภารกิจออกคำสั่ง ผมทรงโมฮอครับหน้าสี่เหลี่ยมดุดันของเขา ส่งผลให้ทหารเลวจุลีกุจอมาจัดแถวหน้ากระดานเรียงสิบ

"เอาล่ะ น่าจะมีใครหรือตัวอะไรซักอย่างบุกเข้ามาในถ้ำ ดังนั้นขอให้เคลื่อนพลฉับไว หากพบผู้รุกรานที่เป็นมอนสเตอร์ก็ฆ่ามันเสีย หากว่าเป็นมนุษย์ธรรมดาก็จับเป็น" เครื่องแบบซึ่งติดบั้งมากกว่าคนอื่นทำให้เขาวางอำนาจบาตรใหญ่ได้นอกจากความสูงเหมือนยักษ์ปักหลั่น และรูปร่างล่ำสั่นแบบกอริลล่า
"แล้วถ้าเป็นมนุษย์ที่มีพิษสงล่ะครับ !" พลทหารยศต่ำคนหนึ่งอยากมีส่วนร่วมบ้าง

"มึงก็กราบมันเป็นไง" นายทัพตอบขรึม หงุดหงิดเสมอเวลาใครเผยอปากโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ซักถามหรือเสนอความเห็น เขาชอบที่ลูกน้องแกล้งโง่ ถ้าโง่จริงยิ่งรักขาดใจ
"ถ้าเจอพวกที่คิดต่อสู้ ก็ยิงได้ทันที ไม่ต้องรอคำสั่ง !"

จากนั้นทหารชินระสวมหมวกโลหะและเกราะสังเคราะห์พิเศษก็กรูออกไปยังแหล่งกำเนิดเสียงพร้อมปืนแบล็คมันด์ในมือ เด็กสาวผู้อำพรางตนเองในดงหินงอกละแวกนั้นเฝ้าดูชายชาตรีร่างน้อยใหญ่และกอริลล่าอีกหนึ่งตัวแบกอาวุธประจำกาย ย่ำธรณีผ่านไปกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า กองทัพนั้นดูทรงพลัง แต่ขาดเกียรติภูมิอย่างประหลาด

"เมื่อกี้ข้าเช็คกับหน่วยซ่อมบำรุงที่รถเจาะแล้วว่ะ เขาว่าไม่มีอะไรผิดปกติ" ทหารสื่อสารบอกสหายข้างๆ ขณะใช้นิ้วอุดรูหู ดูเหมือนหมวกติดเสาอากาศจะทำหน้าที่สัมผัสคลื่นความถี่ได้ไวกว่าหนวดแมลงสาบ

"เหรอ... แต่ถึงมี ข้าก็ไม่กลัวว่ะ ในเมื่อเรามีท่านอิชูตัลอยู่ทั้งคน ... เมื่อกี้แกไม่ได้เห็นล่ะสิ ตอนที่ท่านระเบิดหัว 'ไทแรนด์ซอมบี้' กระจุยภายในทีเดียว ..." เพื่อนหน้าบากสนทนาตอบ
"ไม่ทันได้ดูว่ะ หมู่ข้าได้ยินเสียงฟ้าผ่า พอวิ่งมาสมทบก็เห็นทุกคนครางฮือฮากันยังกะกำลังเชียร์กีฬา"
เพื่อนเกลอพยักหน้า
"คอยดูนะ ซักวันข้าจะต้องเก่งอย่างท่านให้ได้ !" เขาประทับใจสุดขีด มือกำแน่นพาลน้ำตาจะไหลพรากๆ

"ชาวจันทรา (Lunarian) น่ะมีพลังเวทย์เหนือกว่ามนุษย์หลายขุมแต่กำเนิดแล้ว มันเป็นพรสวรรค์ในรหัสพันธุกรรมที่ต่อให้เราทุ่มฝึกซักกี่ชาติก็มิอาจเทียบ"
"นั่นข้าก็รู้ แต่ไม่เห็นจะต้องทำลายความฝันเล็กๆ น้อยๆ กันเลยนี่หว่า"
"หนทางน่ะมี แต่นายกล้าโคลนนิ่งเซลล์ตัวเองกับเซลล์ 'เจโนว่า' (Jenova) ไหมล่ะ"
"แกเงียบไปเลยดีกว่า"

เสียงสนทนาจบสิ้นลงพร้อมกับฝีเท้าของทหารกองสุดท้ายที่ก้าวพ้นสายตา หญิงสาวคุดคู้ข้างแท่นหินรอจนแน่ใจว่าเส้นทางปลอดโปร่ง และในที่สุดเลนาเรียก็ลอบเข้าอาณาจักรร้างได้สำเร็จ

เหลือเวลา1 นาทีก่อนกริ่งนิทราวินาศจะหมดลาน ไม่ทหารชินระก็หมดลมลงไปชักแหง่กๆ เพราะแก้วหูแตกเสียก่อน

ก้าวแรกที่เหยียบย่างสู่เขตแดนมรณะ กลิ่นสาบสางลอยมาแตะจมูกจนเธอชะงัก มันเป็นละอองแห่งความตายอันน่าเวทนาซึ่งต้อนรับการมาเยือนสุภาพสตรีสาวอย่างสมเกียรติ เธอกวาดตามองไปรอบๆ ซากศพหงิกงอของมนุษย์และสัตว์เลี้ยงนับพันนอนเกลื่อนกลาด ทับถมด้วยเถ้าถ่านลาวาแห้งกรัง แซมด้วยมอนสเตอร์ใหญ่น้อยสองสามตัวที่พรุนเป็นรังผึ้งจากกระสุนลูกกรดของชินระ

"นี่มันสุสาน ไม่ใช่โบราณสถาน ..." เธออุทาน
ชินระย่ำหลักฐานทุกสารทิศหักเป็นชิ้นๆ ไม่ก็ทุบสำรวจอย่างไม่ปราณีปราศรัย ทำให้พื้นที่ละลานไปด้วยลวดลายรองเท้าส้นหนากับร่องรอยขุดเจาะงัดแงะ ร่างหนังหุ้มกระดูกของสัตว์ที่พลัดหลงเข้ามาอดตาย เป็นสิ่งเดียวที่ไม่ถูกชำแหละในสถานที่นี้

เลนาเรียลอดซุ้มประตูเข้าไปในเทวสภา อันเป็นแหล่งชุมนุมของสาธุชนผู้แห่แหนกันมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่ามกลางอาคารเก่าแก่หลังอื่นๆ โครงสร้างโอนเอนของตัววิหารอาศัยหินภูเขาไฟซึ่งกลืนกินเมืองทั้งเมืองเป็นที่แนบอิง แต่ก็จวนถล่มอยู่รอมร่อหากเกิดการกระทบกระเทือนแม้ในระดับปานกลาง

เสาปรักหักพังขวางทาง มีให้เธอต้องปีนป่ายพอเป็นกระศัย จะว่าไปอาณาจักรนี้ก็เปรียบดุจเขื่อนต้านทะเลลาวา ที่ล้นทะลักออกมาจากปล่องภูเขาไฟหฤโหดนั่นเอง

"คนพวกนี้คงหนีมาหลบในวิหารช่วงที่ภูเขาไฟระเบิด เพื่อสวดอ้อนวอนให้เทพเจ้าคุ้มครองมั้ง เราสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัว สิ้นหวัง และความทุกข์ทรมานของพวกเขา" เด็กสาวหลับตาลงสำเหนียกภาพภัยพิบัติครั้งเดียวที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์แต่ก็มากพอที่จะกวาดล้างอารายธรรมให้สิ้นซาก หากว่า 'ธรรมชาติ' คือผู้พิโรธ

ธรรมชาติมักมีกรรมวิธีตอบโต้ผู้ลบหลู่ดูหมิ่น ด้วยแนวทางที่คาดเดาได้ยากอยู่เสมออาทิเช่นอุทกภัย วาตภัยโรคระบาดหรือสิ่งที่มนุษย์เรียกขานว่า 'เวพพอน' (Weapon)

คริสตัลเรืองแสงอ่อนๆ อีกครั้ง ขณะเธอเคลื่อนมาถึงเชิงบันไดชั้นในซึ่งกองซากศพหนาแน่นกว่าบริเวณลานยกสูงตรงทางเข้า และจำต้องเบือนหน้าหนีภาพชวนสลดของเด็กน้อยห้าคนที่จับมือล้อมวงกันนอนคว่ำร่างกับพื้น ...

รูปปั้นและเชิงเทียนในสถานศักดิ์สิทธิ์ล้มระเนระนาด ที่ตั้งอยู่ได้ก็ล้วนปกคลุมด้วยเถ้าธุลีหนาทึบ ห้องหับหลายส่วนที่เคยถูกหินเหลวท่วมมิดเส้นทางเข้าออก บัดนี้กลายเป็นผนังตันๆ สะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงที่ทหารชินระปักไว้ตอนเข้าสำรวจ

ผนังส่วนปกติสักด้วยภาษาประหลาดไล่ไปตามทางเดิน เธอรู้จักมันเป็นอย่างดี มันคือภาษา 'รูน' (Rune) ของเอลฟ์รุ่นแรกซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้ว อักษรยึกยือเหล่านั้นจงใจเขียนกำกับรูปวาดละม้ายคล้ายดาวตกที่พุ่งจากดวงจันทร์สู่โลก กับรูปอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วนซึ่งเธอไม่เข้าใจ และไม่มีอารมณ์สุนทรีย์พอจะมานั่งชมจิตรกรรมฝาผนังในยามนี้

สัญลักษณ์ 'ดาวหกแฉก' กลางห้องโถงเด่นสะดุดตา หันเหความสนใจของเด็กสาวมาจับจดอยู่กับมัน จุดปลายสุดของแต่ละแฉกบนดาราทรงขลังนั้นแต้มสีสันชวนให้ขบคิด ถึงความหมายซ่อนเร้นเชิง 'ธาตุวิภาค'

วินิจฉัยได้ดังนี้เพราะมีการโยงใยความสัมพันธ์ระหว่างสีแต่ละสี

เริ่มจากปลายยอดแหลม แต้มด้วยสีเหลืองแกมเขียว
ถัดมาตามเข็มนาฬิกา ทางปลายซีกขวานั้น แต้มด้วยสีขาวเรือง
ไล่ลงไปยังปลายขวาล่าง จะแต้มสีน้ำเงินลุ่มลึก
ส่วนตรงกลางใต้ท้องของดาว น่าจะเป็นสีน้ำตาลที่ลางเลือนเปื้อนฝุ่นตามกาลเวลาจนแทบดูไม่ออก
ปลายแฉกขวาล่าง แต้มด้วยสีดำ
และวนมาบรรจบเป็นรูปดาว ที่แต้มสีแดงไว้ตรงปลายซ้ายบน เป็นขาสุดท้าย ...


"... ชิดกันคือพันธมิตร... ตรงข้ามคือปฏิปักษ์ ... นั่นคือ... แก่นแท้ ... อืม.. " เลนาเรียพยายามจะถอดบทร้อยกรองใต้ภาพปริศนา จากรากศัพท์รูน แต่เธอต้องเกาหัวแกรกๆ เพราะความรู้ไม่เพียงพอ

ตุ๊บ !
พลันเสียงตุบตับด้านหลังทำให้เธอหันขวับด้วยอารามตกใจ ...
ไม่มีอะไร ... แค่ศพผุๆ ศพหนึ่งหล่นจากราวระเบียงชั้นบน แขนขาและหัวกระจัดกระจาย เด็กสาวลดดาบลงและคลายแววตากร้าว กลับมาพินิจถ้อยคำนั้นต่อไป
.
.
.
"ใครเล่นพิเรนทร์ในเวลาทำงานวะ" หัวหน้ากองประกาศก้องขณะชูนาฬิกาที่ถูกพบในลังให้ทหารทุกคนเห็นชัดๆ แต่หันไปทางใคร มันคนนั้นก็หลบสายตา
"ไม่มีใครตอบ ?" เขาถามเสียงสูง กรามเริ่มขบกรอดๆ ขณะหักกำปั้นเทียบเท่านักมวยรุ่นเฮฟวี่เวทดังกร๊อบแกร๊บเผื่อต้องใช้ยัดหน้าใครซักคน

"ไอ้หมอนี่ทำครับ !" พลทหารหน้าแหยคนหนึ่งชี้ไปทางเด็กหนุ่มตาขวาง เสื้อผ้าและเชือกรองเท้าของเขาหลุดลุ่ย หัวเข็มขัดหมองทึบ รวมถึงไรผมที่กัดสีทองอ่อนๆ แพลมออกมานอกหมวก
"เฮ่ย กล่าวหากันนี่หว่า !" นายหัวทองโต้ทันควัน แล้วปรี่เข้ามาจนเพื่อนๆ ต้องรั้งตัวไว้ อย่างน้อยพรรคพวกเขาก็ช่วยแก้ต่างแทนพัลวัน
"วันก่อนนายยังเอามันมาซุกใต้ที่นอนชั้นเลย ไม่ต้องมาทำไขสือ"

หนุ่มมาดนักเลงหน้าถอดสี เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เขาทำจริงๆ สัปดาห์ที่แล้วเขากับเพื่อนรวมหัวกันแกล้งเอานาฬิกาปลุกรูปโจโกโปะยัดใต้หมอนของไอ้ขี้ก้างนี่พอดี แต่ไม่นึกว่ามันจะกล้าเล่นไม้นี้เพื่อแก้แค้น

"อ้อ ... ใช่ๆ ศุกร์ที่แล้วข้าได้รับรายงานจากหัวหมู่ของพวกแกว่ามีการลงโทษยามดึก และดูเหมือนลูกสุนัขบางตัวยังเลี้ยงไม่เชื่อง ..." หัวหน้ามีทีท่าโกรธจนไม่อยากรับฟังความคิดเห็นตามระบอบประชาธิปไตย

"ไอ้บ้า ! ของข้ามันนาฬิกาโจโกโปะสีม่วงเว้ย ไม่ใช่นาฬิกาคร่ำครึแบบนี้" หนุ่มผมทองชี้แจง แน่ล่ะ ใครจะไปยอมโดนไอ้เหี้ยมนี่ลงทัณฑ์
"ตกลงเป็นแกสินะ ... หึหึ..." หัวหน้าแสยะยิ้ม เส้นเลือดปูดตรงขมับ เขาอาจเกลียดพวกชอบเสนอหน้าก็จริง แต่รังเกียจพวกโกหกหน้าตาตายเข้าไส้ หนุ่มผมทองกลืนน้ำลายดังเอื๊อก

"ใช่แล้วครับ มันนี่แหละ มันรู้ว่าวันนี้หน้าที่แบกลังเป็นของหมู่ผม มันเลยแอบเอานาฬิกายัดไว้ให้ผมเดือดร้อน ดูสิครับ ลังนั่นไม่ได้วางที่เดิมด้วยซ้ำ ผมจำตำแหน่งได้ มันเลื่อนไปสองเมตรห้าสิบเซนติเมตร" ไอ้แหยได้โอกาสระดมยิงเป็นชุด แถมเพื่อนที่ถูกรังแกบ่อยๆ ก็เริ่มแบ่งฝักฝ่ายสนับสนุน กรรมสนองแล้วไอ้อันธพาล
"โห กะได้เป็นเซ็นต์เลยเหรอวะ มึงพกไม้บรรทัดมาทำงานตลอดสินะ"
"เออ" เจ้าตัวชูสายวัดให้ดู

ไม่พูดพล่ำอีกต่อไป หัวหน้ากองเบ่งกล้ามจนเสื้อแทบปริ คำรามเหมือนแรดป่าที่ถูกยิงด้วยลูกดอกอาบยาพิษ ก่อนขว้างบ่วงบาศไปลากคอเด็กเจ้าปัญหาเข้ามามัดมือมัดเท้า ผูกเข้ากับลังที่บรรจุอุปกรณ์เต็มความจุ
"วันนี้ได้ออกมาทัศนศึกษาเลยพลังงานเหลือเฟือใช่มั้ย งั้นพวกแกทุกคนกระโดดกบกลับไปที่สุสาน ส่วนไอ้หัวทองนี่ลากลังกลับไปด้วย"
"เอ้าปฏิบัติ ! ใครช้ากูยิงตูดแหว่ง !!"

กระสุนนัดแรกซัดผ่านหว่างขาของคนที่ทำท่าจะร้องขอความชอบธรรม สะกดให้ทุกคนก้มหน้าก้มตาแปลงร่างเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำทั้งที่ไม่ได้โดนคำสาปจากมนต์ดำ
"อ๊บ อ๊บ..."
"มึงจะร้องทำไม" นายกองเตะไอ้แหยที่กระดึ๊บไปด้วย ร้องสะใจไปด้วย

หนุ่มเกเรที่ถูกกล่องหนักถ่วงจนรั้งท้าย เด้งข้อเท้าหยองๆ ขึ้นมาตีคู่กับเพื่อนแหยที่เหนื่อยหอบ
"เดี๋ยวกลับไปมึงโดน ..." เขากระซิบหูคู่กรณีเบาๆ
"แน่จริง ก็เอาตอนนี้เลยดี๊ ~"
"หนอย ! จะเอาเหรอวะ !"
แล้วทั้งสองก็ลุกพรวดขึ้นแลกหมัดกัน เจ้าหนุ่มห้าวลืมตัวไปว่าถูกมัดตราสังข์ไว้ เลยโดนประเคนหมัดใส่ไม่ยั้ง วันนี้ไอ้ขี้ก้างฮึกเหิมเป็นพิเศษ สงสัยเพราะได้ชมการต่อสู้ของบุคคลที่เขาเรียกว่า 'อิชูตัล' อยู่ขอบสนามพอดี

"พวกมึงง ง ง..." กำปั้นซึ่งเชื่อมกับท่อนแขนล่ำบึ้กได้ชกหินงอกแท่งหนึ่งกุดไปแล้ว เจ้าของยกมันขึ้นเป่าเศษปูนตามง่ามนิ้วออก และเดินถมึงทึงไปหาลูกน้องแสนรัก รังสีอำมหิตแผ่ซ่าน

"ขอปฏิญาณกับฟ้าว่า กลับไปกูจะเหยียบไอ้สองตัวนี่ให้มิดส้นเลย" เพื่อนทหารขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ลงมติเรื่องสหบาทาตัวซวยหลังมื้อเย็นเป็นเอกฉันท์ ...

โดยหารู้ไม่ว่า ... พวกเขาจะไม่มีโอกาสอีกเลยในชีวิต ...
.
.
.
"ตายละ นี่เรามัวนึกอะไรเพลินไปหน่อย" เลนาเรียตื่นจากอดีตภวังค์ ที่คลับคล้ายคลับคลาเรื่องทฤษฎีดาวหกแฉก
"มีเวลาประมาณ 10 นาที ก่อนที่ชินระจะรู้ว่ามีผู้ลักลอบเข้ามาและกลับมาตรึงกำลังเต็มพื้นที่ เราเหลือเวลาน้อยแล้ว"

สาวนักดาบกังวลได้ถูกต้องแต่ไฉนเธอยังมัววิ่งวนอยู่ในวิหารซึ่งเต็มไปด้วยห้องหับจำนวนพอๆ กับรังผึ้ง แถมแต่ละห้องก็มิได้น่าจดจำเอาเสียเลย

ลืมคริสตัลเรดาร์ไปได้อย่างไรรู้ดังนี้จึงใช้เครื่องมือตรวจสอบตำแหน่งอีกครั้ง ลูกศรชี้ไปทางตะวันออก ซึ่งนำไปสู่หอสักการะของวิหารลึกลับ อันเป็นมูลเหตุของสัญญาณกะพริบสีเขียวบนหน้าปัด

กระชั้นเข้ามาทุกขณะ เลนาเรียเลือกทางตัดทะลุถึงแท่นพิธีกรรมแทนการเดินเลาะขอบรั้วออกไปในที่โล่งแจ้งให้ทหารชินระยลโฉม มีศพคลุกขี้เถ้านอนเรียงรายขวางทาง ดวงตากลวงโบ๋จับจ้องผู้มาเยือน เธอก้มหัวให้ปลกๆ รวบกระโปรงก้าวข้ามอย่างระมัดระวังโดยไม่ละสายตาจากพื้น ในมือกำหางนกฟินิกส์ไว้แน่น1เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้อันเชิญวิญญาณไปจุติได้ทันท่วงที

"ที่นี่อันเดทคงเฮี้ยนน่าดู" เธอสลัดภาพ (ที่คิดว่า) ไร้สาระในสมอง
("อย่าจับขาฉันนะๆ" เธอภาวนา)
แสงจากคริสตัลดับสนิทไปแล้ว เลนาเรียพบทหารคนหนึ่งเฝ้ายามอยู่ เขามีทีท่าล่อกแล่กเหมือนประสาทกิน เมื่อถูกสั่งให้ยืนรักษาการณ์ในสถานที่เปลี่ยวขณะเพื่อนผองออกไปตามล่าผู้บุกรุกสนุกสนาน

"เ อ า ชี วิ ต ชั้ น คื น น น น ม า ~"
สาวนักดาบครางโหยหวน เอาผมกระเซิงๆ ปรกแก้มขาวซีดเพราะขาดสารอาหาร แถมโบ๊ะด้วยเถ้าถ่านสีดำให้สมจริงอีกชั้น
"คะ... ใครน่ะ ...?" ทหารหนุ่มถามขาสั่นพอๆ กับเสียงพลางยกปืนขึ้นเล็ง

"ค น ที่ รุ ก ล้ำ ... ต้ อ ง ..... ต า ย .... ฮื อ อ อ ๆ"
"ฮะๆ ท่านอิชูตัลอย่าแกล้งกันแบบนี้สิครับ" เขาพยายามหัวเราะกลบเกลื่อน แต่สีหน้าไม่ได้ตลกตาม ปืนถูกชี้มั่วซั่วมากขึ้น

เลนาเรียปาแจกันดินเผาที่หล่นอยู่ไปฝั่งตรงข้ามกับจุดที่เขายืน ทันทีที่เครื่องเคลือบตกถึงพื้น ทหารยามก็หลุดแต๋วอย่าง