2006/Dec/23

Act 12: ความทะเยอทะยานอันชั่วร้าย (Cruel Intention)

ผู้แต่ง ดั้งเดิม - Nihil และ Gow27
ผู้เรียบเรียง และปะติดปะต่อ - Gow27
ผู้ดัดแปลง และเพิ่มความสมบูรณ์ - Gow27

"ว่าไงนะ !" เลนาเรียอุทานในหัว ขอได้ยินซ้ำเพื่อย้ำความมั่นใจ

เธอเองใช่ว่าจะไม่ใคร่เห็นโลกาพังพินาศลงต่อหน้าต่อตา ครือๆ กันกับที่อยากเห็นมนุษย์บางจำพวกลงไปนอนแดดิ้นรับโทษทัณฑ์อันสาสม แต่นั่นก็เป็นอารมณ์ประชดชีวิตเสียเกินครึ่ง แถมคิดแล้วก็เศร้าสลดหนักอก ไม่ใช่เอ่ยด้วยสีหน้าสุขสมเสียปานนี้

ไม่ทันนึกสาวให้ยาวความ สตรีร่างโย่งก็ลุกผละจากโครงกระดูกไดโนเสาร์ที่บัดนี้นิ่งสนิทเป็นกองอัฐิ มาเดินกระสับกระส่ายเหมือนหนูติดจั่น ประกายตาฉายแววลุ่มหลงหนักขึ้น เด็กสาวกระชับฟัลซิออนในมือแนบแน่น จะโผล่ออกไปคุยให้รู้เรื่องเสียเด็ดขาดเลยดีไหม หรือว่า รอฟังเงียบๆ ต่อไปก่อน

เธออดใจเลือกอย่างหลัง เมื่อหญิงที่โดนจับจ้องเริ่มประกาศข้อมูลลับซะสนุกปาก หลังเดินครุ่นอาดๆ จนเมื่อยขบ

"นี่อาจเป็นภารกิจสุดท้ายแล้วกระมัง" ถ้อยคำก้องชัดในรโหสถาน โดยมิต้องเค้นหูฟัง
"เวลาที่ท่าน'ลูซ' (Luze)รอคอยกำลังกระชั้นเข้ามา ถึงจะผิดต่อเหล่าทหารที่น่ารัก และหลายคนที่แอบรักฉัน ..." นางระบายยิ้มว่างเปล่า
"แต่ฉันก็เชื่อว่าท่านลูซผู้สง่างามเท่านั้น คือความจริง ... แม้คริสตัลทั้งแปดจะอยู่ในมือสหราชอาณาจักรมาช้านาน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับมิดกัลด์ที่พัฒนาเต็มศักยภาพ พวกมันทำได้แค่รอส่งต่อแด่เจ้าของที่คู่ควรเท่านั้น ... ยุทธการกวาดล้างจะเริ่มทันทีหลังมิดกัลด์พรักพร้อมและใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์จนกว่าทุกอย่างจะสงบ ... ราบคาบ คิคิ..." นางเว้นวรรคพ่นลมหายใจ

"... มันค่อนข้างยากที่จะยอมรับว่า เราต้องฆ่าโลกทั้งใบด้วยน้ำมือของเราเอง แต่มันก็เหมาะแล้วนี่นา กับโลกที่มีแต่วานรโสโครก เต็มปรี่ด้วยมลทินชวนคลื่นเหียน ... ไม่สิ พูดว่าฆ่าก็ไม่โสภานัก แค่ 'ย้าย' เท่านั้นเอง ถ่ายไวรัสไร้ค่าลงท่อ และพาผู้ควรรอดสู่แดนศิวิไลซ์ ..."
"... ท่านลูซคะ ใยฉันถึงอดตื่นเต้นไม่ได้ ท่านจะทราบที่ฉันอุทิศชีวิตเพื่อท่านทุกลมหายใจเข้าออกไหมนะ ..." จบประโยค นางก็นั่งลงข้างฐานบูชา นับถอยหลังถึงแดนอุดมคติในอนาคต

อนิจจา ไม่ต้องเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายเกินเหตุ เลนาเรียก็สามารถปะติดปะต่อต้นสายปลายความหยาบๆรวมถึงบ่งเจตนารมณ์ของนางทหารคนนั้นได้ปรุโปร่ง พาลอยากนึกประโลมตนว่ากำลังนั่งฟังนิยายสั่นประสาทที่เรียงร้อยโศกนาฏกรรมน่าพรั่นพรึงของดวงดาวเป็นฉากๆ หากว่าเธอมิใช่คนชอบหลอกตัวเอง

ใครจะรู้ ? ภาพแรกเมื่อลืมตาตื่นในวันพรุ่ง อาจเป็นซากศพกองมหึมายิ่งกว่าขุนเขาเลากาในสุสานนี้ร้อยเท่าพันทวี โดยมีคนใจโหดยืนยิ้มร่า ละเลงบาทาอยู่ข้างบน เฉกเช่นคราวบุคคลสำคัญของเธอถูกทำทารุณกรรมเยี่ยงสัตว์

สัมทับอดีตดังนั้น จู่ๆ มือกร้านของเด็กสาวก็สั่นไหวเกินควบคุมพอๆ กับขอบเนตรที่ชลเอ่อล้น ทำเอาตาพร่ามัวจนต้องขยี้ทิ้งปนสะอื้น อารมณ์พุ่งปรี๊ดบันดาลให้คนฟิวส์ขาดโดดผางจากแหล่งกบดาน และวิ่งเหยียบเชิงตะกอนขึ้นแทนบันไดอย่างรวดเร็ว

สองมือคว้าด้ามออแกนิกส์บนยอดศิลาอาสน์ไว้มั่น ก่อนใช้เท้าข้างถนัดยันขอบฐานรั้งน้ำหนักออกด้านหลังเต็มเหนี่ยว
เพียงแก๊กเดียวปลายโลหะก็หลุดจากสลักพันธนาการ สอดประสานจังหวะที่เลนาเรียตีลังกาลงมายืนข้างๆ สาวผมเงินซึ่งหันขวับด้วยอารามตกใจ

"เลวที่สุด ! ที่โลกนี้เต็มไปด้วยมลทิน... มัน... มันก็เป็นเพราะ... คนที่เอาแต่ยึดถืออุดมการณ์เน่าๆ เห็นชีวิตคนอื่นเป็นผักปลาอย่างพวกแกนั่นแหละ !"

สาวน้อยหน้ากระด้างเปิดฉากด้วยเสียงแหลมเสียดรูหูหญิงชินระที่มัวหันรีหันขวางหาพลพรรคใกล้ตัว ทว่ากลับกระตุ้นไฟโทสะผู้ถูกเมินให้โหมจ้า ราวกับจะแผดเผาเชื้อมูลแห่งความโกรธาแลหยาดน้ำค้างทุกหย่อมในวิหารให้ระเหิดหาย มันคงเป็นเรื่องธรรมดาหากว่าเธออุ้มตุ๊กตาหมีหรือถืออมยิ้มแทนศาสตราอันตราย ที่เปล่งประกายรองรับอารมณ์เดือดพล่านอย่างเข้าอกเข้าใจ

"ว่าไงนะ ! แกเป็นใคร !" นางทหารถามกระชาก
"ว่าไงงั้นเรอะ !" เลนาเรียสะบัดหน้า มีทีท่าคุโชนกับวาจาแสลงหูจนแทบระงับสติไม่อยู่ พอๆ กับดวงตาพร่าเลือนและแก้วเสียงที่สั่นเครือลงทุกขณะจนฟังไม่ค่อยได้ศัพท์

"คนอย่างพวกแก ทำอ้างสุนทรพจน์สวยหรู ทึกทักทุกอย่างเอาตามใจชอบ แกคิดว่าคนๆ เดียวที่ชื่อไอ้ลูซอะไรนั่น หรือพวกชินระโลภโมโทสันจะมีสิทธิตั้งตนเป็นพระเจ้าเที่ยวพิพากษาใครต่อใครได้ ทั้งที่คอยบ่อนทำลายโลกอย่างฉกาจฉกรรจ์มาตลอดงั้นเรอะ"

"เหรอ ... ได้ยินด้วยเหรอ" ผู้ถูกผรุสวาทโต้ยียวน"ชั้นไม่แคร์หรอกนะว่าใครจะสันดาปความคิดยังไง แต่จะไม่ยอมให้ตัวโสมมอย่างแกมาจาบจ้วงท่านลูซเด็ดขาด เพราะท่านคือผู้ปฏิรูปอันแท้จริง"

ผู้ครองออแกนิกส์ขมับกระตุก
"ใช่ ... โลกนี้อาจมีพวกโสมมมากมายที่สมควรกำจัด หนึ่งในนั้นก็คือพวกหลงเพ้อพก ปอปั้นว่าโลกเกิดมาเพื่อมัน หรือมันเกิดมาเพื่อโลก ดีแต่รังแกคนที่อ่อนแอกว่า ... ฉะนั้น ธาตุแท้ของเดนมนุษย์อย่างแกมันก็แค่สนองตัณหาด้วยความงมงาย ... แก... ชั้นไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาก่นด่า ..."
"... แกมันชั่วช้าบัดซบที่สุด !"

เลนาเรียพกความเจ็บแค้นทั้งหมดทะยานเข้าใส่ดุจพายุกรรโชก ทหารหญิงเงื้อหมัดด้วยสัญชาติญาณแต่เปลวดาบฟาดเปรี้ยงกลางทรวงอกก่อนอย่างจังจนแทบหงายหลัง บาดเจ็บ820หน่วย !1ยังผลให้นางหลบฉากไปหลายก้าว กุมหน้าอกแน่น

เพียงออกแรงสะบัดวัตถุมีคมในตำนานปรัมปรา ก็ราวกับเชื้อเชิญให้พลังงานไหลบ่าออกมาเริงร่าภายนอก อันเป็นคุณสมบัติเฉพาะของออแกนิกส์ที่คอยสูบวิญญาณผู้ใช้ไปเกื้อหนุนประสิทธิภาพการโจมตี เด็กสาวเกิดอาการวูบวาบคล้ายจะเป็นลมกะทันหันและคงล้มตึงลงจริงๆ หากไม่เพ่งจิตสกัดกั้นปราณธาตุไว้ ณ ฝ่ามือที่ร้อนฉ่า

ทำไมศัตรูโดนอาวุธระดับนี้ทำร้ายแล้วยังเชิดคอตรงแหน่ว แววตามิหลุดอาการสะทกสะท้านแม้สักเล็กน้อยเล่า คือคำถามแห่งความฉงนที่ก่อแทรกขึ้นฉับพลัน

"ถ้าไม่เพราะพลังศรัทธายิ่งชีพ ก็คงเพราะมั่นใจว่าฝีมือเหนือกว่าเราหลายขุมนั่นแหละ"วิเคราะห์เบื้องหลังความทนทานเหนือมนุษย์ของมันเสร็จก็ฉุกได้ว่า ประหวั่นไปก็ไร้ประโยชน์ ในเมื่อผู้เล่นงานอย่างเลนาเรียเองก็ยังเร้นไม้ตายไว้หลายกระบิเช่นเดียวกัน

"กรอด ... เชนเมล (Chain Mail)2 ตัวใหม่ของชั้น"นางทหารขบเขี้ยว ละมือจากอกอวบอิ่มที่ปวดจี๊ดๆ มาลูบคลำรูโหว่บนเกราะตาข่ายชั้นในตัวเก่ง เปรอะเลือดซิบๆ บริเวณรอยปริ ก่อนจะติดกระดุมเสื้อนอกปกปิดเนินเนื้อที่ขอพลีแด่นายเหนือหัวเท่านั้น

"หึ เจ้าหนูสกปรก กล้ามากที่ท้าทาย 'ฟาลาฮา อิชูตัล' (Falaha Ishutal) หมายเลขสองแห่งชินระผู้นี้"บุคลิกโฉดเขลาของสตรีที่อัดแน่นด้วยความฝันเฟื่องสลายไปในบัดดล

"ท่านอิชูตัล !"
เสียงตะโกนสนับสนุนดังมาจากโถงทวารเข้าออก เมื่อทหารชินระเฉียดร้อยกลับมายึดพื้นที่ห้องบวงสรวง พร้อมลำกล้องโลหะหล่อทรงกระบอกยาวสองศอกยกประทับบ่าเล็งร่างเพรียวของจอมดาบสาว นิ้วลอดไกที่เตรียมปลดปล่อยกระสุนสังหารพุ่งทะลุท้ายทอยของศัตรูทุกเมื่อ ขอเพียงนายบัญชา

กดปลายนิ้วลงเกินครึ่งโกร่งโค้ง เหลือไม่ถึงหนึ่งมิลลิเมตรที่การผจญภัยทั้งหมดของนักรบคริสตัลอาจยุติลงเยี่ยงสุนัขไร้ชื่อเลนาเรียเหงื่อกาฬแตกพลั่กท่ามกลางภาวะเงียบสงัดทว่ากดดันเหลือคณาเนตรใสรื้นน้ำจ้องกร้าวมิละจากเป้าหมาย ส่วนหางตาก็ชำเลืองอริทุกตนที่รุมล้อมอย่างอาฆาต

ถ้าเธอตายไป จะขอจองเวรหลอกหลอนให้ถึงที่สุด คอยดู !

"ช้าก่อน ..."สตรีผมเงินโบกมือไหวๆ ห้ามลูกน้อง
"เดี๋ยวชั้นจัดการเอง"
"เจ้าไซนัสที่เฝ้ายามโดนมันทำร้ายสาหัสเลยครับท่าน ตอนนี้นำส่งหน่วยแพทย์แล้ว ไม่รู้มันจะรอดหรือเปล่า" นายทหารรายงานเข้มด้วยความเจ็บแค้นแทนสหาย

ผู้ลงมือชะงักเล็กน้อยเมื่อทราบ แต่...
"ว่ายังไงล่ะ ตัวแกหรือลูกน้องปลาซิวปลาสร้อยของแกอยากจะเป็นรายต่อไปถัดจากเจ้าไซนัสอะไรนั่น ?" มิวายประกาศท้าทาย ปกปิดความรู้สึกสะท้านหัวใจ

ฟาลาฮาเดินเข้าหานักดาบสาวแทนคำตอบ
"โทษของมันคือตายสถานเดียว !" เหล่าคนเถื่อนคำรามกึกก้องทั่วอัฒจันทร์ที่โอบล้อมแท่นพิธี

ออโรร่าร็อด (Aurora Rod)3 สีเงินอร่ามหรือกระบองประจำตำแหน่งของฟาลาฮาที่ยืดออกได้สามชั้นคล้ายตะบองไฟฟ้าของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ในนครมิดกัลด์ถูกชักจากเข็มขัดรอบเอว
"มาปอดลอยตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วนะ" นางย่างเข้าประชิดเด็กสาวซึ่งลืมตัวก้มซึม และเสือกอาวุธซึ่งยืดพรวดใส่หน้าปรปักษ์อย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง

ปลายเรียวแหลมพออันตรายทิ่มพลาดเป้า เมื่อสาวผู้เจนดาบตวัดคมมีดเฉียบขาดใส่ท่อนแขนผู้รุกก่อนจนได้แผล ฟาลาฮาเขยิบถอยไปตั้งหลักเป็นหนที่สอง เลือดหยดติ๋งออกจากรอยเชนเมลที่วิ่นแหว่งปกปักษ์ผิวพรรณไว้อีกครา
(บาดเจ็บ 250)

"อาณาเขตของนักดาบ (Sword Zone) ไม่อนุญาตให้ใครหน้าไหนเซ่อซ่าเข้ามาได้หรอกนะ"
เลนาเรียเอาดาบขีดรูปวงกลมซึ่งมีรัศมีประมาณหนึ่งเมตรครึ่งรอบตัว โดยเธอยืนอยู่ ณ ศูนย์กลางของเส้นรอบวง บ่งชี้ว่า ผู้ใดที่บังอาจรุกล้ำเขตแดนสมมุติที่เธอสร้างไว้จะต้องเพลี่ยงพล้ำกลับไปโดยที่มิอาจสัมผัสเธอได้แม้แต่ปลายก้อย

แม่ทัพชินระเหมือนจะเข้าใจความหมายนี้ดี จึงสนองรับด้วยการเดินดุ่มๆ อย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมยิ่งกว่าหนก่อนที่โดนฝากรอยแสบสัน
"ดูเหมือนแกจะไม่เข้าใจที่ฉันพูดสินะ" เด็กสาวตั้งท่ามั่น ส่วนฟาลาฮาหัวเราะเย็นแทนคำตอบ

"บทเรียนแรก กับบัวใต้น้ำอย่างชินระ" เลนาเรียประกาศอย่างไม่ครั่นคร้าม
"ต้องเล่นงานให้เจียนตาย แล้วค่อยเค้นความจริงโดยดุษฎีเอาทีหลัง แต่ขอยกเว้นไว้สำหรับแกที่..."
เธอสงวนคำพูดเมื่อเท้าซึ่งสวมบูทหนังทรงสูงก้าวล้ำโซนหวงห้ามมาหยุดยืนในระยะจู่โจมของศาสตราวุธขนาดกลาง (ดาบและกระบอง)

สองสายตาประจันเขม็ง เมื่อต่างฝ่ายต่างยกอาวุธคู่กายขึ้นจรดกันเพียงผิวเผิน ทุกอย่างเงียบงันลง เหลือเพียงเสียงกลืนน้ำลายดังเอื้อกของผู้รอลุ้นบริเวณขอบเวทีสับประยุทธ์

ทันใดนั้น โลหะวาวทั้งสองซึ่งสัมผัสกันนิ่ง ก็ค่อยๆ เขี่ยดูเชิง มันพยายามดันอีกอันให้พ้นทาง ส่วนฝ่ายที่ถูกเค้นก็ปัดป่ายแข็งขืนแปรเปลี่ยนเป็นการฟาดฟันแผ่วเบา เพิ่มทวีความระรัว และกระแทกกระทั้นหนักหน่วงขึ้นตามลำดับ

"บน... ล่าง... กลาง... บน ! กลาง ! ล่าง ! ซ้าย ! บนๆ ล่างๆ ซ้ายขวาๆบี เอ... เฮ้ย มองไม่ทันแล้ว แกมองทันไหม ?" ทหารนายหนึ่งถามเพื่อนซึ่งยืนตาค้าง
"ไม่ทันว่ะ สองคนนั่นสุดยอดจริงๆ เฮ้ยดูดิ ! ความเร็วเพิ่มขึ้นจนมองไม่เห็นแล้ว !"

เสียงครางกระหึ่มรอบๆ ไม่ได้ทำให้สมาธิของฟาลาฮาและเลนาเรียเสียไปคู่ดวลทั้งสองซึ่งต่างวัยกันพอประมาณ ทว่าชั้นเชิงดาบนั้นสูสีจนดูไม่ออกว่าใครเหนือกว่า กำลังห้ำหั่นกันสุดฤทธิ์ คมศาสตราที่เห็นเพียงเงาติดตาลางๆ เคลื่อนไหวโรมรันฟันแทงกันอุตลุดดุจพายุไซโคลนปะทะใต้ฝุ่นริมฝั่งทะเลอันดามัน ก่อกระแสอากาศปั่นป่วนขึ้นมารอบๆ โดยไม่มีทีท่าจะขยับจากตำแหน่งวางเท้าซึ่งปักหลักแน่นหนา จนปลายเกือกจิกยุบธรณี

แม่ทัพชินระสบช่องที่นักดาบสาวชะลอจังหวะเงื้อง่าด้านบน จึงกดปุ่มยืดปลายกระบองชั้นที่สามสกัดเปลวดาบได้ทัน และหวดโคนกระบองสู่ท้องซึ่งรองรับแรงอัดได้ต่ำของเด็กสาวเต็มพิกัด แต่ต้องสะดุดเมื่อเลนาเรียกระทุ้งศอกเข้าเต็มข้อมือของนางจนดุ้นโลหะหลุดกระเด้งกระดอนไปบนพื้น

มิปล่อยโอกาสให้เสียเปล่า เลนาเรียฉวยฟันเฉียดคอหอยของแม่ทัพหญิง ถากหัวไหล่ซ้ายทแยงลำตัวลงมาสุดเหยียด นางปัดหยาดโลหิตทิ้งด้วยสีหน้าถมึงทึง ขณะผงะถอยร่นออกนอกวงแหวนเพื่อให้รอดพ้นคมออแกนิกส์หวุดหวิด ชนิดผู้ชมข้างสนามเกือบหัวใจวายด้วยความระทึก (บาดเจ็บ 430)

"ท่านอิชูตัล !" ทหารทะลึ่งพรวด อีกเกือบครึ่งหยุดกึก เมื่อฟาลาฮากางมือยืนยันคำสั่งเดิม

("บทเรียนที่สอง วิธีพิชิตศัตรูหมู่มาก ให้เด็ดหัวผู้นำหรือนายทัพของมันเสียก่อนเพื่อทำลายขวัญลูกน้อง เมื่อกี้ถ้าตามเผด็จศึกบุ่มบ่ามเราอาจโดนทหารที่เหลือรุมสกรัม แบบนี้แหละดีแล้ว ค่อยๆ ตัดรอนกำลังใจไปเรื่อยๆ พอสยบแม่ทัพที่พวกมันยำเกรงได้ โอกาสอื่นๆ ก็จะตามมาเอง" อย่างน้อยนั่นก็เป็นยุทธวิธีที่รอบคอบที่สุดในสมองของเลนาเรียตอนนี้)

"ท่านอิชูตัลไม่ไหวมั้งครับ ให้พวกเราจัดการแทนดีกว่า !"
ความกระตือรือร้นทำให้ฟาลาฮาต้องกระดิกนิ้วเรียกชายซึ่งปีนขอบรั้วรี่มา ให้ไปเก็บกระบองที่ตกอยู่ไกลหลายเมตร

กุลีกุจอใช้เสื้อเช็ดอาวุธเงินจนสะอาดแล้วนอบน้อมถวายคืนนาย หวังจะยืดอกรับคำชมเล็กน้อยสนองความภักดี หากแต่บำเหน็จที่เขาได้ คือคำพูดเย็นชาเมื่อนางแม่ทัพค่อยๆ เขี่ยแท่งโลหะเลียบไปตามแผ่นอกกำยำ ก่อนจะตวัดปลายแหลมเชยคางของเขาขึ้นช้าๆ

"นายคิดว่าชั้นจะแพ้มันเหรอ ?" นายหญิงใช้แก้วตาสีครามเพ่งทะลุแว่นสังเคราะห์ปะนัยน์ตาข้างใต้
"เอ่อ... คือ... มันเก่งดาบมากๆ ผมกลัวว่าท่านจะ..."
"นายคิดว่าชั้น จะแพ้สวะ อย่างนังนั่นเหรอ ?" กระบองที่ช้อนคางเมื่อครู่เปลี่ยนมาตบเบาะๆ ที่กระพุ้งแก้ม ขณะถามย้ำด้วยวาจาขุ่น
"ว่าไงนะ !"เลนาเรียแหว
"มะ... ไม่แพ้ครับ..."ชายชาตรีซึ่งฟันฝ่าสนามรบมาไม่ต่ำกว่าสามผืนตัวสั่นเทิ้ม
"เข้าใจแล้วก็ดี"

"ชั้นไม่ขอถอนคำพูดหรอกนะ" ฟาลาฮาส่งหางตายิ้มเยาะคนอ่อนเยาว์ที่ถูกยั่วโทสะ ปล่อยให้ทหารหนุ่มเดินคอตกกลับไปซุกอกเพื่อนๆ
"ว่าแต่นังเด็กกะโปโล แกเลิกเอาดาบนั่นฟันชั้นซะทีจะได้ไหม ?"
"ทำไม ?"
"ก็คลื่นพลังเหม็นสาบของแก มันซึมเลอะผิวชั้นจนบาดทะยักกินแล้ว" ผู้เจริญวัยกว่าแกล้งยี้แขนติดกลิ่นสกปรกที่ชะล้างไม่ออก อีกมือหนึ่งบีบจมูกเอาไว้ ทหารชินระพากันเป่าปากส่ายก้นเย้ย ทำเอาเลนาเรียที่กำลังเหน็ดเหนื่อยจากฤทธิ์ดาบกระหายวิญญาณกระดากจนตัวชา

เธอก้มหน้าแดงก่ำจ้องวงกลมบนพื้น ก่อนจะเงยสบตาคู่อริเชื่องช้า
"ครั้งต่อไป หัวหลุดจากบ่า ... กล้าลองไหม ?" สาสน์ท้าสังหารของเด็กสาวคุโชนด้วยรังสีอำมหิต

นางทัพหัวเราะกังวานพลางกล่าวขึ้นดังๆ
"แกเข้าใจอะไรผิดไปรึเปล่า ที่ชวน 'นักเวทย์' อย่างชั้นไปเล่นฟันดาบน่ะ"


- จบ Act12 -

ฟาลาฮา อิชูตัล แม่ทัพใหญ่ของชินระในการสำรวจสุสานโบราณ



เลนาเรีย ฟิวส์ขาด กระโดดจากที่ซ่อนแล้วมุ่งไปยังออแกนิกส์


ฟาลาฮา เตือนทหารให้เข้าใจสถานการณ์ให้ถูกต้อง


อ้างอิง

1- ดาบออแกนิกส์เมื่อสวมใส่แล้ว เพิ่มสถานะ (Status) ดังนี้ Attack Power (AP)= 360, Magic (MAG) = 176, SPI= 160 จากฟัลซิออนเดิมที่ให้ AP = 324, MAG = 142, SPI = 130 และได้ความสามารถพิเศษ (Ability) ในการเปลี่ยน MP หรือพลังเวทมนต์ เป็นพลังโจมตีชั่วขณะ

2 - เป็นอุปกรณ์ป้องกันประเภทเสื้อเกราะป้องกันลำตัวยาวห่อหุ้มไปถึงข้อมือ ซึ่งมักจะสวมใส่ไว้ภายนอกโดดๆ หรือภายในแผ่นเกราะหนาจำพวก Plate Mail อีกชั้นหนึ่งก็ได้ ที่เรียกว่า 'เชนเมล' เพราะมีลักษณะคล้ายโซ่หรือลวดตาข่ายโลหะที่นำมาถักทอซ้อนทับกันจนเป็นอาภรณ์โลหะที่มีความแข็งแกร่ง ทนทานการจู่โจมด้วยอาวุธมีคมและธนูทั้งหลาย สำหรับฟาลาฮานั้น ได้สวมเชนเมลไว้ข้างใน และสวมเครื่องแบบชินระทับไว้อีกชั้นหนึ่ง

3- เป็นอาวุธประเภทคฑา หรือกระบอง ซึ่งเอริส (Aeris) ใช้ในช่วงกลางเกมส์


ความในใจท้ายตอน

ตอนนี้ต้องทบทวนความทรงจำกันหลายตลบกว่าจะใส่ประเด็นที่อยากจะถ่ายทอดได้ครบ ทั้งฉากบรรยาย บทสนทนา และบทต่อสู้ ทว่าสำหรับบท action ที่รอคอยมานานแสนนานนั้น ก็ดันเกร็งจนบรรยายติดขัดไม่โสภาดังใจ ตราบจนแก้ถึงรอบที่สิบทุกอย่างจึงลงตัวในระดับพอกล้อมแกล้ม !

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากสื่อผ่านฉาก