2007/Feb/27

Act 13:ความเกี่ยวข้อง (Correlation & Consequence)

ผู้แต่ง ดั้งเดิม - อ้างอิงเล็กน้อยจาก "Fic รำลึกความหลัง" ของคุณ Valex (lord_valex0@hotmail.com)

ผู้แต่งใหม่ - Gow27

"แง้... แง้..."
ทารกน้อยที่ปฏิสนธิมาพร้อมปีกของปักษาร้องไห้จ้า เมื่อขนสีเทาอ่อนนุ่มกลางแผ่นหลังถูกกำรวบไว้แล้วฉุดกระชากจากอ้อมอกของมารดาผู้มีรูปพรรณคล้ายคลึงกัน ขนบางส่วนหลุดร่วงตามแรงทึ้ง เด็กดวงกุดหลับตาปี๋ขณะโดนเหวี่ยงถูลู่ถูกังไปบนแท่นพิธีเย็นเยียบอย่างไร้ความปราณีตัวเขาไม่ใช่ลูกบอลแต่คนโยนคงไม่ได้คิดเช่นนั้น เหมือนๆ กับสักขีพยานเผ่าวิหคอีกนับร้อยซึ่งถลึงตาใส่สองแม่ลูกอย่างเกลียดชัง

มารดาของทารกผู้น่าเวทนาพยายามเข้ายื้อยุดสุดกำลัง ทว่าชายสวมเกราะเงินบึกบึนเยี่ยงนักรบสองนายก็ล็อคแขนนางเอาไว้คนละข้าง แถมยังแน่นเสียจนแทบกระดิกกระเดี้ยวไม่ได้ราวกับจะหักกระดูกหญิงร่างอรชรทิ้งเสียตรงนั้น นางจึงทำได้เพียงโบกสะบัดปีกขาวผ่องด้วยความสิ้นหวังอาลัยรักในตัวบุตรสุดประมาณน้ำเสียงอ้อนวอนแผ่วๆ จวนเจียนหมดลมเลยมิอาจต้านทานคำสาปแช่งดังกระหึ่มที่สาดใส่ไม่เว้นวรรคให้พักใจได้

บรรยากาศเร่าร้อนและคาดเค้นอบอวลขึ้นเรื่อยๆยุส่งให้กริชในอุ้งหัตถ์ของคาดินัล1 หรือนักบวชชั้นสูงสุดแห่งวิหารเทพารักษ์จำต้องเงื้อแบบงกๆ เงิ่นๆ ไปตามกระแสเรียกร้อง ในเมื่อคำสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้าท่านว่า 'จงอย่าฆ่ามนุษย์' แต่เมื่อมันเป็นมนุษย์ที่ขัดกับบัญญัติในตำรา นั่นหมายถึงคุณค่าความเป็นคนของเขาจะลดลงเหลือศูนย์ทันที

ปลายแหลมของอาวุธศักดิ์สิทธิ์ลายฉลุเล็งแลไปบริเวณขั้วหัวใจ อีกไม่นานเกินรอ เด็กชายกาลกิณีตามคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์กำลังจะสิ้นชีวี ขอเพียงท่านคาดินัลกล้าปักมันลงไป

ลมหายใจของผู้ถูกสังเวยเต้นระรัวด้วยสัญชาติญาณแห่งการเอาชีวิตรอด พร้อมๆ กับร่ำไห้หาแม่ บุคคลเดียวที่จะพาเขาหนีจากกระแสความอึดอัดและจิตมาดร้ายน่าหวาดกลัวเหล่านี้

นักบวชชั้นผู้น้อยหลายคน พลิกคัมภีร์ไปบทที่ 9 หน้า 2 วรรคที่ 7 กลอกตาพินิจซ้ำซาก เพื่อยืนยันให้มั่นใจว่าพิพากษาถูกต้อง แม้จะทบทวนไปหลายรอบแล้วในช่วงลงมติประหาร

ตำราเล่มหนาดูน่าเลื่อมใส ระบุไว้ชัดเจนว่า
'วันที่ 6 เดือน 6 ในศักราชที่ลงท้ายด้วยเลข 6 (หมายถึงตัวเลขหลักก่อนหน้าจะเป็นอะไรก็ได้)ยามผืนพิภพแตกระแหง และไอร้อนจากใต้หล้าระเหยขึ้นมารบกวนแดนเชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรคาลัยให้ร้อนรุ่ม ประดุจถูกสุมด้วยไฟอเวจี บัดนั้น เด็กชายผู้มีปีกสีดำเกรียมจะจุติอีกครั้งในดาวเคราะห์สีเงินเพื่อสร้างความพินาศแก่ชีวิตทั้งมวล'

เด็กผู้นี้ได้พลีวิญญาณครึ่งหนึ่งแก่พญาซาตานในปรโลกมาเรียบร้อยแล้ว ตามฉันทลักษณ์แห่งพระคัมภีร์ ดังนั้นจึงต้องเชื่อพระคัมภีร์แบบห้ามเถียง ห้ามสงสัย ห้ามซักไซ้ไล่เลียงหรือตั้งข้อสันนิษฐาน มิเช่นนั้นจะถูกพระเจ้าลงทัณฑ์

ถ้าทารกวิหคพูดได้ เขาคงใคร่รู้ว่า ทำไมต้องเป็นเขาผู้ซึ่งไม่เคยทำอันตรายแก่ใคร ?เขาเพิ่งลืมตาดูโลกอันโหดร้ายนี่ได้เพียงสองสัปดาห์ และร้องได้แค่ 'แง้' กับ 'อุแว้' เท่านั้นเอง

"มีอะไรจะสั่งเสียต่อบุตรของเจ้าไหม ?"
ผู้ปกครองอาณาจักรเมฆาซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของมนุษย์มีปีกทุกสายพันธุ์ เอ่ยถามหญิงชาววิหคตามธรรมเนียม

"ขอความกรุณาด้วยเถิดค่ะ ถ้าท่านให้โอกาสเราสองแม่ลูกซักครั้ง ดิฉันจะอุทิศชีวิตอบรมสั่งสอนแกให้เป็นคนดียิ่งกว่าใครๆ เป็นทั้งยอดปราชญ์ นักกวี และนักรบผู้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ชาวเราต้องภาคภูมิไปตลอดกาล !" หญิงงามละล่ำละลัก พร้อมโยนแผนการอบรมที่นางคิดจะทำหากได้รับการอภัยโทษ

"เงียบซะ 'แพนโดร่า' (Pandora) แค่ข้าไม่บูชายัญเจ้าโทษฐานคลอดเด็กอัปรีย์นี่มา ก็ถือเป็นพระคุณอันล้นเหลือแล้ว ยังจะลำเลิกสิ่งใดให้องค์เบื้องสูงทรงระคายอีก หากไม่พอใจ ข้าสามารถกลับลำให้ตายตกตามกันเลยก็ได้... ยังไม่สำนึกอีกรึแพนโดร่า ที่สาธุชนในทีนี้งดเว้นความผิดบาปของเจ้า ก็เพราะเห็นแก่คุณความดีในอดีตเป็นอานิสงส์อยู่ดั้งนั้นอย่าเร่งให้ข้าและพวกเขาเปลี่ยนใจ !"

ผู้เฒ่าเครายาวคำรามอย่างเหลืออด ปีกสามชั้นไล่เป็นริ้ว คลี่สยายออกเปล่งรัศมีน่าเกรงขามกดดันให้จำเลยเงียบเสียง แต่มิอาจกลบความดิ้นรนของมารดาผู้ยอมเสี่ยงเพื่อบุตรได้

"นี่หรือที่พวกท่านเรียกตนเองว่าผู้ผดุงคุณธรรม คนอย่างท่านจะตัดสินชีวิตบริสุทธิ์ชีวิตหนึ่งให้เกิดหรือดับเพียงเพราะเขาเลือกชาติกำเนิดมิได้ !"
"อย่าพ่นคำว่า 'บริสุทธิ์' ต่อหน้าพระรูปให้ข้าได้ยินแพนโดร่า ไม่งั้นข้าจะเย็บเรียวปากคู่งามนั่นด้วยตะปู !"

ผู้เฒ่าแอบชำเลืองรูปสลักเทวทูตชิ้นงาม ที่ยืนน้ำตารวยรินจากเนตรขาวตัน นี่มันลางร้ายชัดๆ

"ท่านยอมรับความจริงเถิด เหตุที่เทวรูปหลั่งอสุชลเป็นโลหิต บ่งว่าโลกกำลังเกิดวิกฤติจากน้ำมือของทรราชบนผืนดิน เพราะในคัมภีร์กล่าวถึงไฟจากเบื้องล่าง พุ่งขึ้นมามอดไหม้เบื้องบน หาใช่ลูกของข้าซึ่งเดิมเกิดอยู่เบื้องบน ในเคหะที่อุดมไปด้วยความรัก ความอบอุ่น และความศรัทธาต่อคุณความดีแต่อย่างใดไม่ พวกที่สูบเลือดเนื้อจากดวงดาวต่างหากที่ท่านต้องกำราบ ถ้าคิดกลัวท่านก็ควรกลัวคนเหล่านั้น พวกที่มีทั้งกำลังและวิทยาการ มิใช่มาลงกับเด็กไร้ทางสู้ ที่ขนาดแค่ตักอาหารกินเองเขายังทำไม่ได้"

"แล้วพวกมนุษย์ข้างล่างมันมีปีกรึเปล่าล่ะแหกตาดูให้ดี ในคัมภีร์เขาเน้นเรื่องปีกสีดำเว้ย !" ฝูงชนตะโกนด่า

"คำว่า 'ปีก' ในภาษาโบราณอาจหมายถึง อวัยวะที่งอกพ้นแผ่นหลัง หรืออาจหมายถึงเครื่องนุ่งห่มประเภทที่คลุม ห่อหุ้ม หรือเสริมช่วงไหลและแผ่นหลังก็ได้ ทุกท่านจะตีความอักษรโบราณเพียงผิวเผินไม่ได้ ต้องคำนึงถึงกาละและยุคสมัยที่เนื้อหาอ้างอิงไว้ด้วย ในคัมภีร์กล่าวถึงอนาคตกาล ซึ่งสมัยนี้พวกมนุษย์หรือเผ่าพันธุ์อื่นๆ มากมายก็มีเครื่องแต่งกายเข้าข่าย 'ปีก' อยู่เกลื่อนกล่น"
"เถียงคำไม่ตกฟากอีนี่ สหบาทามันเลยดีมั้ย !"

ผู้เฒ่าโบกมือให้หยุดต่อล้อต่อเถียงไร้แก่นสารโดยใช่เหตุ
"อย่าเริ่มประเด็นเก่าๆ ที่เราคุยจบไปแล้วแพนโดร่า มันก่อโทสะฝูงชนเปล่าๆ" ชายแก่ตอบแบบไม่ใยดี

"ดิฉันขอเตือน! ชนเผ่าวิหคกำลังตกอยู่ในอันตราย ล่าสุดดิฉันฝันเห็น... ฝันเห็นมนุษย์หน้าเหี้ยมสวมชุดเกราะที่ทำด้วยวัสดุแปลกปลอม กำลังขับเรือเหาะจำนวนมากมุ่งหน้ามาทางนี้ท่านต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง และเตรียมป้องกันอาณาจักรอย่างเร่งด่วน อย่ามัวเสียเวลากับเรื่องเด็กทารกเลยค่ะ"

"เจ้าถูกปลดจากตำแหน่งศาสดาพยากรณ์นานแล้วแพนโดร่า แต่นิมิตของเจ้าก็ยังเชื่อถือได้" ผู้เฒ่าหันไปหานักบวชผู้กุมกริช พลางยกมือขึ้นช้าๆ

"หากเจ้ายืนกรานสิ่งที่เห็น สิทธิในการแสดงความเห็นของเจ้าข้าจะรับไว้พิจารณาในฐานะไพร่สามัญชน ดังนั้นเพื่อไม่ให้เสียเวลา ..."
"... ลงมือฆ่าได้เลยท่านคาดินัล แล้วเราจะได้ไปดูเรื่องอื่นที่สลักสำคัญกว่าตามที่นางบอก" ผู้เฒ่าตัวแสบตวัดมือเป็นสัญญาณ
"อย่านะ ! อย่าทำลูกข้า ปล่อยข้า ! ปล้อยยยย !"

นางวิหคตั้งสมาธิรวบรวมกำลังเฮือกใหญ่แบบฉุกเฉินในการร่ายมนต์พิฆาตสูงสุด ปรากฏธาตุศักดิ์สิทธิ์สีขาวเรืองก่อตัวเป็นดวงๆ ในอุ้งมือแต่ชายหุ่นล่ำก็ยัดสนับโลหะลุ่นๆ เข้าเต็มลิ้นปี่จนจิตตั้งมั่นชั่ววูบของนางแตกพล่าน พลังวิเศษสลายเป็นละอองลอยสู่เพดานโบสถ์ซึ่งประดับประดาด้วยทองทิวเหลืองอร่ามตัดแสงอัสดงจากภายนอก ราวกับดินแดนแห่งนี้กำลังมอดไหม้ด้วยเปลวเพลิง

เสียงฮือฮาเงียบกริบลงทันใด เมื่อผู้ตายกลับไม่ใช่เด็ก แต่เป็นเพชฌฆาตเพศพรหมจรรย์ที่ล้มคว่ำ กลิ้งขลุกๆ ตกแท่นพิธี มานอนลิ้นจุกปากอยู่ตีนบันได

มนุษย์วิหคทั้งหลายกรีดร้องและหันไปดูต้นสายปลายเหตุเป็นตาเดียวกัน ทว่ายิ่งผวาหนัก เมื่อเห็นกองทหารจำนวนมากรุกข้ามธรณีประตูโบสถ์ชั้นในเข้ามาเนียนร่วมพิธีอยู่นาน ก็ยังไม่สังเกต

คงเป็นแรงขับของความเกลียดกลัวนี่เองที่ปกปิดหูตาเฉียบคมให้มืดมัวเกินแก้ไข

"อย่ากระทำห่ามๆ กับสมบัติของโลกโดยพลการสิครับ คุณนักบวช" ชายหน้าตอบดวงตาสีเพลิง สวมสูทเสริมไหล่ดำเมี่ยม บรรจงเป่าควันออกจากปากกระบอกปืนพกซึ่งเพิ่งยิงเจาะกระหม่อมหัวหน้านักบวชไปหมาดๆ
"เอ หรือจะเรียกว่า 'นกบวช' ดีครับ เพราะผมเพิ่งเคยเห็นพวกลูกครึ่ง นก กับ มนุษย์ ก็หนนี้เอง ไม่ทราบว่าเดิมทีพวกคุณไปสมสู่กันอีท่าไหน ?"

"ชินระ !" ผู้เฒ่าวิหคถึงกับหน้าถอดสี มือไม้และปีกสั่นเทา
"เป็นเกียรติมากครับที่คำพูดสุดท้ายก่อนโดนล้างเผ่าพันธุ์ คือการกล่าวสดุดีชื่อองค์กรของพวกเรา... แต่ขอโทษนะครับ ผมเป็นหน่วย 'เทิร์ก' (Turks)ซึ่งรับคำสั่งโดยตรงจากประธานชินระ ไม่ใช่สุนัขรับใช้องค์กรแบบเทิร์กรุ่นดึกดำบรรพ์ที่คุณรู้จัก..."
"อะ... อะไรกัน แกผ่านปราการวายุมาได้ยังไง"
"คุณคงไม่รู้จักเรดาร์สินะครับ อย่างว่าล่ะครับ วิทยาการมันต่างชั้นกัน ... ตาสว่างแล้วก็ลาก่อน ไม่สิ คงต้องบอกว่า ราตรีสวัสดิ์สิครับเนี่ย หุหุหุ"

ชายหนุ่มปิดบทสนทนาด้วยการให้ทหารชินระบรรเลงห่ากระสุนใส่ฝูงชน ประหนึ่งสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นคือเป้าซ้อมมือในเกมส์การละเล่นที่ผู้ถูกยิงสามารถฟื้นคืนชีพกลับมาได้ตลอดเวลามนุษย์วิหคค่อยๆ ล้มตายกองสูงทับถมกันเป็นเบือ แต่ไม่เห็นมีใครคืนชีพ แม้จะอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าซึ่งพวกเขาเชื่อสนิทใจว่าเป็นผู้สร้างสรรพชีวิตทั้งมวลในจักรวาลก็ตาม

ภาพโหดร้ายทวีความเข้มขึ้นเรื่อยๆ ยามทหารเริ่มแปรขบวนเป็นรูปกรรไกร โอบล้อมกระหนาบยิงทั้งซ้ายทั้งขวา ต้อนพวกอมนุษย์เข้าสู่ผนังอับทึบไร้บานประตูและหน้าต่าง ไม่เปิดโอกาสให้เหยื่อคิดต่อต้านหรือร้องขอชีวิต พวกพยายามตอบโต้มีน้อยนิดเมื่อเทียบกับคนสติกระเจิง ซึ่งวิ่งหนีกันจ้าละหวั่นจนแทบจะลืมบินกันเลยทีเดียว

องค์รักษ์ทั้งสองผละจากแพนโดร่าอย่างไม่รีรอ ทั้งหญิงม่ายหรือแม้แต่ทารกซาตานหมดความสำคัญทันทีหลังเกิดเหตุวิบัติตรงหน้า เลือดนักรบของพวกเขาเดือดพล่านรายหนึ่งบึ่งด้วยความเร็วสูงสุดไปหาท่านผู้เฒ่าซึ่งเขาเคารพรักยิ่งชีพ ปีกหนาสองชั้นสองข้างหุบลงห่อหุ้มร่างชราอย่างแน่นหนา ตามมาด้วยร่างสวมเกราะเงินที่โผประกบเข้าอีกชั้น

โล่มนุษย์และขนพญาปักษาสร้างได้เพียงเกราะกำบังหยาบๆ รองรับเม็ดโลหะจำนวนหนึ่ง ในขณะที่อีกหลายลูกเจาะทะลวงอาภรณ์แข็งและเนื้ออ่อนนุ่มเข้ามาจนร่างผู้คุ้มกันนั้นชโลมไปด้วยโลหิต ตัวเขาค่อยๆ ไหลพรืดลงกองกับพื้นหินขัดเงา

ผู้เฒ่าคว้าข้อมือเย็นชืดขององครักษ์ประจำกายซึ่งเหยียดมาหาเป็นครั้งสุดท้าย ใบหน้าทั้งสองโชกเลือดแต่ผู้เฒ่ายังปลอดภัยดีนัยน์ตาชายชราฉายแววขอบคุณและปลอบโยนอย่างสุดโศกา ก่อนอัศวินผู้ซื่อสัตย์จะสิ้นใจไปอย่างมีห่วง

เหลือองค์รักษ์คนสุดท้ายที่สาละวนตวัดคลื่นลมแหลมคมหั่นร่างทหารชินระขาดเป็นชิ้นๆ กดดันพวกใจปลาซิวให้ผงะถอยร่นกลับไปบ้าง ทว่าคำบัญชาของแม่ทัพสูทดำส่งผลให้ทหารต้องสวมวิญญาณลืมตายดาหน้ากราดกระสุนสนั่นหวั่นไหว ควันฟุ้งตลบผสมกลิ่นคาวเลือดกับขนปีกที่ปลิวว่อนไปในอากาศแสดงถึงความโกลาหลดั่งนรกโลกันตร์2

อัศวินหนุ่มเสี่ยงพุ่งตัดดงม่านหมอกแห่งความตายสีขาวตรงเข้าใส่นายทัพซึ่งมัวยืนบัญชาหน้าระรื่นอยู่หลังลูกน้อง สายตาทั้งคู่ประจันกันอย่างรู้ทัน เพียงพริบตาเดียวเมื่อนักรบวิหคชักดาบยาวออกจากสีข้างหมายจะเด็ดชีพนายทัพศัตรูในระยะเผาขน เด็กหญิงคนหนึ่งก็ก้าวพรวดเข้าขวางร่างเจ้านายไว้และปล่อยกำปั้นหินขนาดมหึมากระทุ้งเต็มโหนกแก้ม ส่งผู้รุกสายฟ้าแลบลอยเข้าชนรูปปั้นทูตสวรรค์ซะหักโค่น

"ขอบคุณมาก ยอดยาหยีของผม" หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษลูบหัวสาวน้อยอายุ 11 ขวบอย่างเอ็นดู เส้นผมสีเงินยาวปรกบ่าของเธอยังมิได้ถูกรวบไว้ให้เป็นระเบียบ
"ค่า ท่าน'ลูซ' (Luze)"

สาวน้อยส่งประกายตาปฏิพัทธ์กับนายอย่างชัดแจ้ง ก่อนจะเถิบออกมายืนข้างๆ คอยระแวดระวังภัยต่อไป เธอสั่งท่อนแขนศิลาสองข้างให้หดกลับเข้าแผ่นหลัง
เสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในขณะที่ประติมากรรมศักดิ์สิทธิ์คว่ำลงบดร่างบอบช้ำไปกับพื้นหินมันวาว นักรบวิหคนอนกระอักเลือดรับน้ำตารูปปั้นอยู่อีกสองสามอึดใจ ก่อนตายตกตามเพื่อน

แพนโดร่าไม่รอให้ถึงวาระสุดท้ายของท่านผู้เฒ่า เพราะมัวพะวงแต่ความปลอดภัยของลูก จึงรอจังหวะที่เขม่าควันโหมบดบัง และอาศัยช่วงชุลมุนโฉบลูกน้อยถลาออกทางกระจกบานใหญ่ยอดโบสถ์ เศษแก้วหลากสีร่วงกราว ไล่หลังสองแม่ลูกที่บินโซซัดโซเซหนีไป

พลทหารต่างพยายามเล็งยิงนาง แต่ลูซก็สั่งห้ามทำอันตรายเด็ดขาด แม่ทัพชินระคลายยิ้มตรงมุมปากขาวซีด แล้วขยิบตากับเด็กสาวผมเงินข้างๆ

อาณาจักรเมฆาซึ่งตั้งตระหง่านบนยอดผาสูงเสียดฟ้าบัดนี้ลุกท่วมด้วยเปลวเพลิง ไฟลามติดต่อกันเป็นทอดๆมองกราดไปทางใดก็เห็นเพียงทิวทัศน์สีแสด

"จบสิ้นแล้ว อาณาจักรของเรา..."
แพนโดร่าถอนใจกับความวอดวายสุดประมาณทว่าเมื่อก้มดูทารกน้อยชวนเอ็นดูในอ้อมอกก็บังเกิดความหวังเหมือนอุ้มดวงประทีบใจกลางมรสุมร้าย หญิงวิหคตัดสินใจบ่ายหน้าส