2007/Mar/04

Act 14:ดับเครื่องชน (Decisive Battle)

ผู้แต่ง ดั้งเดิม - Gow27, Nihil, และ X (Valex)
ผู้เรียบเรียง และปะติดปะต่อ - Gow27
ผู้ดัดแปลง และเพิ่มความสมบูรณ์ - Gow27
ผู้วาดภาพประกอบเหตุการณ์ (Illustrator) - Louis (leonea@hotmail.com) และ Ratatosk (http://ratatosk.exteen.com)

ผงอัฐิค่อยๆ โปรยใส่บรรดาผู้ชมทีละน้อย ย้อมเกราะสีทมิฬให้ซีดเป็นหย่อมๆ ราวกับแป้งฝุ่นที่มีคนจงใจทุบให้ฟุ้งกระจายโดยไม่แยแสคนรอบข้าง

"เวร ... เศษกระดูกติดตามตัวแบบนี้เราจะโดนคำสาปรึเปล่าฟะ ?" ทหารหุ่นสูงโปร่งหันไปบ่นกระปอกกระแปดกับเพื่อนพลางยกแขนถูหน้าเนียนๆ ของตัวเอง แต่ยิ่งถูกลับยิ่งเลอะเป็นแถบ
"สำออยว่ะ ติดคำสาปนิดๆ หน่อยๆจะเป็นไรไป ลูกผู้ชายตัวจริงถึงไม่หล่อแต่ก็แมนเกินร้อยเว้ย" ผู้ฟังสนองรับอาการตื่นตูมเกินเหตุของเพื่อนด้วยการปล่อยให้ผงมรณะเขรอะผิวหยาบกร้าน และเชิดหน้ามาดมั่นเป็นตัวอย่าง

"ด่าเฉยๆ ไม่พอนะเอ็ง ต้องมาตัดรอนความเป็นชายกันด้วย" หนุ่มหน้าขาวตัดพ้อ
"ฮ่าๆ ก็แกมันเจ้าสำอางเกินเหตุนี่หว่า หัดมองอะไรในแง่ดีมั่งสิ อย่างเช่นโชคดีจังเลย วันนี้ติดคำสาปเราจะได้ให้สาวๆ นักเวทย์ขาวที่ห้องพยาบาลมาถอน เป็นต้น อะไรแบบเนี้ย คิดเป็นมั้ย ... อ้อ ข้าลืมไป ในหัวแกมันมีแต่เรื่องพรรณนี้อยู่แล้วนี่หว่า เอิ๊กๆ" พล่ามไปพล่ามมามันก็วกหาเรื่องจิกกัดเพิ่มเติม

"ปากดีน่า คำก็ห้องพยาบาล สองคำห้องพยาบาล แกดี๊ด๊าอยู่ได้เพราะคิดถึงมิเรียล่ะซี้ ~" คนถูกปรามาสย้อนเสียงยียวน ใครจะยอมโดนราวีฝ่ายเดียวเล่า

"ฮะ.. เฮ้ย !"ได้ผล เจ้ามาดแมนหยุดเก๊กทันที
"มั่วแล้ว ใครจะไปหลงรักยัยเตี้ยนั่นวะ แค่ภายนอกดูจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาภายในอ่อนหวานนิ่มนวล แถมจิตใจงดงามปานนางฟ้าเท่านั้นเอง !" มันรีบปิดบทสนทนา คว้าผ้ามาขัดปืนกลบเกลื่อน

"เช็ดหน้าของแกก่อนดีมั้ย แดงเถือกเล้ย ~ หน้าไม่อาย เป็นผู้ชายหรือเปล่า กิ้วๆ ~ " คนขี้เล่นพยายามเอานิ้วจิ้มแก้มเพื่อน

เผียะ !
"โอ้ยย ทำไรของแกวะ ! พูดจี้ใจดำเข้าหน่อย เป็นบ้าไปแล้วเรอะ"ปลายผ้าที่ถูกม้วนเป็นเกลียวแน่นหนาตวัดดีดนักแซวซะร้องลั่น เขาต้านทานฤทธิ์แสบสะท้านได้อึดใจเดียว ก็ชิ่งหนีไปรอบๆใช้คนอื่นเป็นเกราะกำบังโดยมีลูกผู้ชายตัวจริง (แต่ไม่ยอมรับความจริง) ไล่กวด ไล่หวดไม่หยุดยั้งสร้างเสียงครื้นเครงระหว่างพลพรรคชินระชนิดนานปีมีหน บ้างงัดบุหรี่ออกมาสูบสบายใจเฉิบ บ้าง
หยิบขนมขบเคี้ยวขึ้นมากัด บางคนถือโอกาสตั้งวงไพ่กันโจ๋งครึ่ม หากแต่ช่วงวินาทีแห่งความสุขก็มีอันต้องมลาย เมื่อมีเงื้อมือจากความมืดจับตรึงหนุ่มจอมทะเล้นไว้กับที่

"เอ๊ะ กอริ !" เขาผงะ ดันลืมสนิทว่าหนึ่งในผู้สังเกตการณ์คือนายกองของตัวเอง
"กอริบ้านมึงสิ ... 'เอส'ข้ามีอะไรให้แกทำหน่อย"
"อ๊ะครับ ว่าแต่มีอะไรรึครับ ?"

คนตอบกระเดือกคำแก้ตัวลงคอ แอบผิดคาดกับท่าทีของจ่าฝูงกอริลล่าซึ่งควรจะบี้เขาจมดินไปแล้ว เอสเป็นบุรุษที่เจ้านายนิยมเรียกใช้เป็นประจำกระนั้นก็ไม่มีใครนึกริษยา เพราะนอกจากความหล่อเหลาจนสาวจริงหญิงเทียมหลอมละลายเพียงพรายสเน่ห์แล้ว ชายอกสามศอกในกองทัพก็รักใคร่ผู้ใส่ใจสารทุกข์สุขดิบของเพื่อนพ้องเสมอต้นเสมอปลายเช่นเขาเป็นอย่างยิ่ง

นายกองยังคงพาดท่อนแขนล่ำบึ๊กบนบ่าชายหนุ่มเสมือนจงใจถ่ายทอดสิ่งรบกวนด้วยพลังจิต ดวงตาหรี่ๆ บนกรามโปนหนาจดจ้องสองนารีเบื้องล่าง เอสหันไปพิเคราะห์รูปการปราดเดียวก็ตามทัน คนกำชัยต้องเป็นฟาลาฮาอย่างไม่ต้องสงสัยโดยเฉพาะหลังตัดสินใจเรียกเทพพิทักษ์ออกมาเผด็จศึก

"อย่าให้พลาดล่ะ ข้ารู้ว่าความแม่นของแกไม่เป็นสองรองใคร"เรียวปากเบอะยัดเยียดคำหวานทั้งที่ไม่ใช่บุคลิกของกอริลล่าที่เขารู้จักเลยแม้แต่น้อย
"ทำแบบนั้นเราจะไม่โดนท่านอิชูตัลเล่นเอาเหรอครับ ?"

แกล้งโบ้ยถึงสหายที่โดนกระบองตบไปสองสามฉาด ตอนนี้มันยังนั่งอ้าปากหวออยู่ในมุมมืดเหมือนคนไร้วิญญาณ ฟาลาฮาประกาศแล้วว่าไม่ต้องการให้ใครมายุ่ง กระนั้นเอสก็ยกไรเฟิลติดกล้องขึ้นอย่างว่าง่าย พานท้ายประทับบ่า พร้อมๆ กับดีดนิ้วปลดล็อค หมุนคันโยกข้างรังเพลิงให้ภาพเป้าหมายระยะไกลขยายเข้าออกโดยอิสระ

มือปืนผู้เป็นความหวังไล้กล้องขึ้นชำนิชำนาญ และถูวนไปตามส่วนโค้งเว้าของเลนาเรีย ราวกับจะแทะโลมสาวนอกคอกด้วยอุปกรณ์ไฮเทคของกองทัพ กระทั่งหยุดมือลงเมื่อเลื่อนจุดตัดกากบาทมาจ่อบริเวณกกหูของเธอ

"เฮ้อ น่ารักดีเหมือนกันแฮะ พยศเก่งๆ แบบนี้สเป็คเราเลย" เขารำพันแผ่วเบา
เลนส์ขยายระบบแมนวลโฟกัส ทำให้ชายหนุ่มเห็นหน้าค่าตาและรูปร่างของเลนาเรียชัดเจนผิวของนางแม้จะทรุดโทรมสกปรก แต่เครื่องหน้าเหมาะเจาะ กอปรกับปอยผมปรกบ่าซึ่งถูกตัดลวกๆ ด้วยคมดาบจนดูสั้นยาวไม่เท่ากันนั้น ช่างรับกับดวงตากลมโตเยี่ยงเนื้อทรายอันควรโลดแล่นอย่างอิสระในพนากว้าง มากกว่าจะถูกรั้งไว้ใต้แววแห่งความทระนงฝืดฝืนเช่นนี้ เพียงชั่ววูบยามพิศ ใจหนุ่มนักยิงก็เผลอลอยไปไกล

"ข้าเป็นคนไม่เชื่อลางสังหรณ์" คำพูดทะลุกลางปล้องของนายกอง กระชากเอสกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง
"แต่คราวนี้อย่าเพิ่งประมาทดีกว่า ถ้าท่านแม่ทัพเพลี่ยงพล้ำแกต้องยิงทันที เข้าใจไหม ชินระเราจะสูญเสียบุคคลากรผู้นี้ไม่ได้เด็ดขาด เป็นตายยังไงข้ารับผิดชอบเอง"

"ครับ !"
ในเมื่อหัวหน้าที่เคารพสรุปเช่นนั้น ตัวเขาก็ไม่มีอะไรต้องกังขาอีก สงครามคือการต่อสู้ ซึ่งมีเลือดเนื้อและความตายเป็นเดิมพัน หาใช่เรื่องแบ่งแยกชายหญิงแต่อย่างใด เอสเหน็ดเหนื่อยมาแรมปีหลังบุกเหนือล่องใต้ไปกับผองทัพชินระกลุ่มนี้ สหายทุกคนเปรียบดั่งพี่น้องร่วมอุทร อันสุขและเศร้าคละเคล้าอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน

กี่คนแล้วที่เขาต้องเข่นฆ่า โดยไม่มีโอกาสพิจารณาผิดชอบชั่วดีเช่นเดียวกับสหายของเขา ไม่มีใครสามารถเลือกทางเดินชีวิตตนเองได้นอกจากปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด หรือกลับไปจมปลักอยู่ในสลัมแถบชานเมือง ดมน้ำคร่ำเหม็นๆ คอยคุ้ยเขี่ยเศษวัสดุตามกองขยะแลกขนมปังหรือนมบูดๆ ประทังชีวิต

ทหารกว่าครึ่งกองทัพล้วนเป็นคนยากจนเข็ญใจ กำพร้าพ่อแม่ ไม่ก็บ้านแตกสาแหรกขาดจากอดีตมหาสงครามเวทมนต์อันน่ารังเกียจ เหยื่อล้างผลาญเหล่านั้นหลั่งไหลเข้าสู่นครรัฐมิดกัลด์ เติบโตเป็นกากเดนทรชน ตามสื่อที่คอยปลุกระดมว่าชินระคือผู้ร้าย ส่วนฝ่ายตรงข้ามเป็นพระเอก ทั้งที่รากเหง้าความขัดแย้งทั้งหมดเกิดจากพวกมัน ไอ้พวกผู้กล้าโปเกเฉกเช่นสาวรุ่นคนนี้ที่หวังสร้างชื่อลัดๆ ด้วยการระรานอู่ข้าวอู่น้ำ และขุมความเจริญรุ่งเรืองในอนาคตของคนสิ้นหวังแบบเขา ...

... มันจึงต้องตาย

อีกไม่กี่วันหรอก เอสจะสอบเลื่อนตำแหน่งเป็น 'โซลเยอร์' (Soldier)เพื่อไต่เต้าสู่ขีดขั้นถัดไปของลาภยศสรรเสริญ ยศนายร้อยอาจเทียบไม่ได้กับการลงทุนเสี่ยงชีวิตหรือดับความหวังของใครต่อใครเป็นค่าตอบแทนทว่าบุรุษหนุ่มขอเลือกฝักฝ่ายที่สามารถอุ้มชูตนและเพื่อนร่วมชะตากรรมได้ตลอดชีพ แม้นจะเป็นบุคคล อมนุษย์ หรือองค์กรใดก็ตาม เอสก็พร้อมเป็นสุนัขรับใช้เลียแข้งเลียขาให้สะอาดหมดจด เพื่อบรรลุจุดหมายปลายทางอันปราศจากการสู้รบ ในโลกที่บริบูรณ์ด้วยความกินดีอยู่ดีของผู้เรืองอำนาจเพียงหนึ่งเดียว

มาบัดนี้เอสกลับคิดหนัก กับแม่สาวจอมดื้อที่ส่งแววตาเศร้าสร้อยแก่เขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับวิงวอนให้รีบลั่นไกซะเดี๋ยวนั้น มือปืนเจนสนามถึงกับสะท้าน เธอไม่เหมือนผู้หญิงอื่นที่เขาเคยพบ หรือเสพคุ้นอย่างทะลุปรุโปร่งจริงๆ เธอจะเอาอย่างไรกันแน่

"ท้าทายงั้นเหรอ ... อย่าคิดว่าไม่กล้านะ ... เดี๋ยวเถอะ ฮึ่ม" หนุ่มกร้านโลกพึมพัม รู้สึกหงุดหงิดกับภาวะขัดแย้งในหัว
"เป็นอะไร ?" มนุษย์กอริลล่าถามเสียงโหด

เอสตบหน้าตัวเองแทนคำชี้แจง
"เอาเถอะ มันจะเป็นอีกภารกิจที่ผ่านไปเหมือนทุกครา รีบๆ ทำ รีบๆกลับ ... สิ่งที่เรารอคอย คือการได้ซดซุปร้อนๆ ข้างเตาผิงกับเอ็มต่างหากล่ะ ... ตอนนี้เราอยากกอดเธอเหลือเกิน"

นิ้วค่อยๆ สอดโกร่งไก
"ไงก็อโหสิให้ด้วยนะ"

******

"แกเป็นตัวอะไรเนี่ย นังปีศาจ" เจ้าของเสียงแหลมเป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบ หลังเลิกพะวงชายบนขอบสนาม
"... แต่ก็เป็นปีศาจที่มีคนหลงใหลมากกว่าแกล่ะนะ" ฟาลาฮาโต้นิ่ม

"พวกหน้าโง่น่ะสิ" เลนาเรียไม่ยอมลดราวาศอก เธอปาดเลือดที่ไหลย้อยมาใต้คาง
"... เสียใจด้วย ที่พวกหน้าโง่กำลังครองโลก ส่วนพวกฉลาดอย่างแกจะต้องตาย"

"แกน่ะสิตาย !"
เด็กสาวทะยานจากจุดปักหลักรูปวงกลมใส่สัตว์อสูรที่ฝังตัวภายใต้ร่างสตรีสาวชาวจันทรา ฟาลาฮามิรอช้า สั่งแขนยักษ์กวาดหมัดฮุคเข้าด้านข้างหวังขยี้ร่างบอบบางให้แหลกเหลว ทว่าเลนาเรียก็ก้มหลบได้หวุดหวิด ก้อนอากาศหนักๆ วูบผ่านทำให้ไรผมเส้นละเอียดถึงกับลู่ตามลมครั้นเหลียวมองตามไป ก็เห็นท่อนหินเสยยอดแท่นบูชาจนกุด

เพียงวืดจากการจู่โจมครั้งแรก หมัดว่างๆ อีกข้างก็กระทุ้งตรงใส่คนเพิ่งยันกายลุกขึ้นในท่าชันเข่า กำปั้นซัดธรณีดังโครม ส่งผลให้สิ่งก่อสร้างโดยรอบโอนเอนสอดรับกันเป็นทอดๆดั่งระลอกคลื่นแต่ปลายหมัดนั้นก็เพียงทิ่มลงในพื้นว่างเปล่าเมื่อเด็กสาวอาศัยลูกฮึดดีดตัวขึ้นเหยียบบนหลังมือ วิ่งย้อนโคนแขนตรงเข้าหาร่างต้นที่มีเลือดเนื้อ

ไม่ทันที่บรรดากองเชียร์กว่าครึ่งจะละสายตาจากสภาพแวดล้อม เปลวดาบของเลนาเรียก็ฟาดโดนฝ่ามือของอสูรศิลาซึ่งยกกันฟาลาฮาผู้เป็นนายบิ่นไปเล็กน้อย

"ชิ ดันใช้แต่กำลังมากไป" เด็กสาวยันกายขึ้นหลังโดนเหวี่ยงกระเด็นกลับสู่จุดเดิม สัมผัสแข็งตันทำเอาข้อมือปวดหนึบจนต้องสะบัดเรียกคืนความรู้สึกหลายๆครั้งดูเหมือนขาเองก็เริ่มประท้วงการหักโหมใช้งานไม่แพ้กัน

"เมื่อกี้ท่านแม่ทัพเกือบเสียท่าแล้ว แกมัวทำอะไรของแก !"
"มือผมสั่นไปหน่อยน่ะครับ" เอสปัดแว่นเทอะทะให้พ้นวิถี รีบบรรจุกระสุนชุดใหม่เป็นการแก้ตัวที่ยิงพลาดเป็นครั้งแรกนับแต่รับตำแหน่งพลซุ่มยิงประจำหน่วย

ฟาลาฮายิ้มเนือยกับการรุกเร็วคล้ายคาดการณ์ล่วงหน้า จึงสลับเป็นฝ่ายตอบโต้เลนาเรียบ้าง มือยักษ์ถูกประสานไว้เหนือหัว แล้วทุบลงมาโดยที่นางช่วยสะบัดหัวไหล่ส่งแรง เหลือทางเลือกให้เด็กสาวกลิ้งหลบการตะปบไปรอบๆ ยามขาดพลังถีบตัวไปด้านหน้า

"เกลือกกลิ้งพอใจรึยัง ?" นางยืนเท้าสะเอวรอนักดาบสาวลุกยืนเต็มเท้า
"นี่มันเวทมนต์ประเภทไหนกัน แกไม่ใช่นักเวทย์ซักหน่อยนี่นา" เลนาเรียถามเสียงขุ่น บีบนวดกล้ามเนื้อต้นขาที่ล้าขึ้นเรื่อยๆ หลังเล่นไล่จับกันอยู่พักหนึ่ง

"แกไม่รู้จัก 'นักเรียก' (Caller หรือ Summoner) หรอกรึ ?"
"โกหก ! นับแต่ตั้งเริ่มสู้กัน ฉันไม่เห็นแกร่ายคาถาเลยซักบท และถ้าสัตว์มายานั่นคือ 'โกเลมหิน' (Stone Golem)จริงล่ะก็ ใครๆ ก็รู้ว่ามันจะไม่ทำอย่างอื่นนอกจากตั้งรับ"

"หึหึถูกต้อง เป็นที่รู้กันในหมู่นักเรียกว่าปกติแล้วโกเลมจะไม่ทำร้ายใครด้วยเจตจำนงของตนเอง ดังนั้นถึงเทียบเชิญมา มันก็จะคอยคุ้มครองผู้เทียบเชิญอย่างเกียจคร้านเท่านั้น นั่นคือความจริงข้อแรก ... และข้อเดียวที่แกเข้าใจ ... แต่การเอาฉันไปปะปนกับพวกหางแถวที่ต้องเซ่นสังเวยการ 'หมายเรียก' ด้วยอาหารทิพย์ พลังเวทมนต์1หรือเลือดเนื้อของผู้เรียกเพื่อให้สัตว์มายาช่วยเหลือเป็นครั้งคราวเสมือนไปวิงวอนนี่สิ มันน่าอดสูเกินกว่าจะรับได้ ..."

เด็กสาวขมวดคิ้ว
"แกจะบอกว่า แก 'สั่ง'โกเลมได้ตามใจชอบ โดยไม่ต้